Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13294/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายสองครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองครั้ง จำเลยกระทำที่บ้านพักผู้เสียหาย การกระทำแต่ละครั้งเป็นการกระทำที่คล้ายกัน ลักษณะการเบิกความของผู้เสียหายเป็นการเบิกความที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกันระหว่างการกระทำความผิดในครั้งแรกและครั้งหลังของจำเลย การที่ผู้เสียหายเบิกความถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยโดยละเอียดในครั้งแรก แล้วเบิกความถึงการกระทำความผิดในครั้งหลังต่อเนื่องไปในคราวเดียวกันว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้ง เมื่อฟังคำเบิกความย่อมเข้าใจได้ว่าผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเรารวมสองครั้ง ด้วยพฤติการณ์ที่เหมือนกัน ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้โอนคดีของจำเลยในส่วนการกระทำความผิดของจำเลยในครั้งแรกไปพิจารณาที่ศาลจังหวัดชุมพรแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เนื่องจากขณะกระทำผิดในครั้งแรกจำเลยอายุ 17 ปี ยังถือเป็นเยาวชนอยู่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่เกี่ยวกับรายละเอียดของพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยต้องรับฟังแยกกันจนถือว่าเหตุการณ์ครั้งหลังโจทก์นำสืบโดยไม่มีรายละเอียดของพฤติการณ์ในการกระทำผิดของจำเลยและเป็นการนำสืบไม่สมตามฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคแรกเดิม) จำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าโจทก์ได้นำสืบพยานดังรายละเอียดของพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องเมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2549 แล้วหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ปากผู้เสียหาย เบิกความยืนยันว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายสองครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองครั้งจำเลยกระทำที่บ้านพักผู้เสียหาย การกระทำแต่ละครั้งเป็นการกระทำที่คล้ายกัน ลักษณะการเบิกความของผู้เสียหายเป็นการเบิกความที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกันระหว่างการกระทำความผิดในครั้งแรกและครั้งหลังของจำเลย ดังนั้น การที่ผู้เสียหายเบิกความถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยโดยละเอียดในครั้งแรก แล้วเบิกความถึงการกระทำความผิดในครั้งหลังต่อเนื่องไปในคราวเดียวกันว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้ง

เมื่อฟังคำเบิกความของผู้เสียหายโดยรวมแล้วจึงย่อมเข้าใจได้ว่าผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเรารวมสองครั้ง ด้วยพฤติการณ์ที่เหมือนกัน ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้โอนคดีของจำเลยในส่วนการกระทำความผิดของจำเลยในครั้งแรกไปพิจารณาที่ศาลจังหวัดชุมพรแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เนื่องจากขณะกระทำผิดในครั้งแรกจำเลยอายุ 17 ปี ยังถือเป็นเยาวชนอยู่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่เกี่ยวกับรายละเอียดของพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยต้องรับฟังแยกกันจนถือว่าเหตุการณ์ครั้งหลังโจทก์นำสืบโดยไม่มีรายละเอียดของพฤติการณ์ในการกระทำผิดของจำเลยและเป็นการนำสืบไม่สมตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยแต่อย่างใด การสืบพยานของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้นำสืบดังรายละเอียดการกระทำความผิดในครั้งหลังของจำเลยด้วยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบไม่สมตามฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปี การที่หลังเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บุคคลใดฟัง อาจเป็นเพราะผู้เสียหายมีความอ่อนวัยไม่ประสีประสาและอาจเกิดความกลัวจากคำขู่ของจำเลยที่ขู่จะทำร้ายผู้เสียหายหรือกลัวอับอาย ซึ่งเป็นปกติวิสัยของเด็กหญิงหรือหญิงสาวทั่วไปที่อับอาย มิกล้าเล่าเรื่องที่ตนถูกกระทำชำเราให้ผู้ใดฟัง ดังนั้น การที่หลังเกิดเหตุผู้เสียหายไม่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บุคคลใดฟังจึงไม่เป็นพิรุธแต่อย่างใด อีกทั้งบ้านที่เกิดเหตุปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่ามีเพียงลุงผู้เสียหาย

ผู้เสียหาย และจำเลย อาศัยอยู่เท่านั้น การที่จำเลยจะเลือกกระทำความผิด จำเลยก็ต้องเลือกเวลาในช่วงที่ไม่มีคนอยู่เพื่อเป็นการสะดวกในการกระทำความผิด ไม่เลือกในช่วงเวลาที่มีคนอยู่จำนวนมาก กรณีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะที่ไม่มีคนอยู่ อีกทั้งก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยถึงขนาดที่จะต้องเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ ประกอบทั้งผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ แม้จะตรวจภายหลังเกิดเหตุประมาณ 3 เดือน แต่ก็พบมีรอยฉีกขาดเดิมของเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายโดยที่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยร่วมประเวณีกับชายอื่นมาก่อนเช่นนี้ จึงน่าเชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความเป็นจริง

ทั้งจากพฤติการณ์หลังเกิดเหตุที่มารดาจำเลยปรึกษากับนายแสง พัดทรัพย์ ลุงของผู้เสียหายแล้วยอมทำบันทึกผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่บิดาผู้เสียหายอันเป็นการยอมรับผิดเช่นนี้ ก็เป็นข้อพิรุธอีกเช่นกันเพราะหากจำเลยไม่ได้กระทำความผิดจริง ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่มารดาจำเลยจะต้องทำบันทึกผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่บิดาผู้เสียหาย จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักน่าเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น มีปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม)

มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 ปี เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วและคดีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่จะรอการลงโทษให้จำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิสิฐ ฐิติภัค · ศิริชัย วัฒนโยธิน · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดชุมพร - นายมณเฑียร ตีรอรุณศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายจรัญ ฉางแก้ว
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3430/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2582/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1942/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2568

ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าจะได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดหรือไม่เป็นความผิด เนื่องจากอาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2568

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567

บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ซึ่งอำนาจปกครองเป็นอำนาจที่ผูกติดกับสถานะความเป็นบิดามารดาในความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างบิดามารดาและบุตร การที่บุคคลอื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนอำนาจปกครองของบิดามารดา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 715/2567

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลดโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2567

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำชำเราผู้ตายในคราวเดียวกับที่จำเลยทำร้ายผู้ตาย ทั้งการที่จำเลยใช้มือตีไปที่ศีรษะและบริเวณหลังของผู้ตายก็ด้วย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้