Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินกำหนดไว้ 2 อัตรา คิดอัตราสูงสุดกรณีผู้กู้มิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญา และอัตราสูงสุดกรณีผู้กู้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญา ซึ่งอัตราดอกเบี้ยทั้งสองดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงโดยเพิ่มหรือลดได้ตามที่โจทก์ผู้ให้กู้จะประกาศกำหนดเป็นคราว ๆ เมื่อตามสัญญาดอกเบี้ยสูงสุดผิดเงื่อนไขมีอัตราสูงกว่าดอกเบี้ยสูงสุดไม่ผิดเงื่อนไข แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยคู่สัญญาประสงค์จะให้อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยผิดนัดหรือผิดเงื่อนไขตามสัญญาโดยกำหนดเป็นค่าเสียหายล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง ในสัญญากู้เงินระบุว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่ผู้กู้จะต้องผ่อนชำระอันเนื่องมาจากการปรับอัตราดอกเบี้ยในภายหลัง ผู้กู้ก็ตกลงยินยอมด้วย ในการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระเพียงแต่ผู้ให้กู้แจ้งให้ผู้กู้ทราบเท่านั้นซึ่งจากข้อสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยได้พลการเองโดยมิต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบก่อนว่าจะปรับดอกเบี้ยกับจำเลยเป็นเท่าใดแล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ยังคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยในอัตราตามข้อสัญญาที่กำหนดไว้เดิม โจทก์อุทธรณ์ขอดอกเบี้ยส่วนที่ขาดเนื่องจากศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 15.25 ต่อปี และ 18.50 ต่อปีลงเหลือร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 34,409.85 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ดังกล่าวจำนวน 860 บาท เท่านั้นแต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเกิน จึงต้องคืนส่วนที่เกินแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 600,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะทำสัญญาโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ร้อยละ 14.25 ต่อปี สำหรับลูกค้าทั่วไปและอัตราร้อยละ 17.50 ต่อปีสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขจำเลยตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนเดือนละไม่น้อยกว่า 7,600 บาท ให้แล้วเสร็จภายใน 15 ปี เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ จำเลยชำระเงินให้โจทก์ 10 ครั้ง หลังจากนั้นไม่ชำระหนี้อีกเลย โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 798,591.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปีของต้นเงิน 588,340.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยให้การว่า จำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์สม่ำเสมอโดยตลอด โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง โดยคิดเกินอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโจทก์กำหนดไว้ จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 588,340.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

คำขออื่นให้ยกโจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2537 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 600,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราสูงสุดร้อยละ 14.25 ต่อปี สำหรับลูกค้าทั่วไป และอัตราร้อยละ 17.50 ต่อปีสำหรับลูกค้าผิดนัดหรือผิดเงื่อนไข จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน ทุกวันที่ 7 ของเดือน นับแต่ทำสัญญาจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ 10 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน2538 จำนวน 7,600 บาท หลังจากนั้นไม่ชำระอีกเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15.25 และ 18.50 นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 และวันที่ 1 มกราคม 2539 ตามลำดับที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลย เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ ตามสัญญากู้เงินข้อ 2 มีใจความว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป ที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "อัตราสูงสุด" เว้นแต่เมื่อผู้กู้ปฏิบัติผิดนัดผิดเงื่อนไข ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า

"อัตราสูงสุดผิดเงื่อนไข" แทนอัตราสูงสุดดังกล่าวข้างต้น ซึ่งขณะทำสัญญานี้อัตราสูงสุดเท่ากับร้อยละ 14.25 ต่อปี และอัตราสูงสุดผิดเงื่อนไขเท่ากับร้อยละ 17.50 ต่อปี แต่ต่อไปอัตราดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามที่ผู้ให้กู้จะประกาศเป็นคราว ๆ เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน ได้กำหนดไว้ 2 อัตราคิดอัตราสูงสุดกรณีผู้กู้มิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญา และอัตราสูงสุดกรณีผู้กู้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญา ซึ่งอัตราดอกเบี้ยทั้งสองดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงโดยเพิ่มหรือลดได้ตามที่โจทก์ผู้ให้กู้จะประกาศกำหนดเป็นคราว ๆ เมื่อตามสัญญาดอกเบี้ยสูงสุดผิดเงื่อนไขมีอัตราสูงกว่าดอกเบี้ยสูงสุดไม่ผิดเงื่อนไข แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยคู่สัญญาประสงค์จะให้อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยผิดนัดหรือผิดเงื่อนไขตามสัญญา โดยกำหนดเป็นค่าเสียหายล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการออกประกาศแจ้งอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของโจทก์ทุกครั้ง โจทก์ได้แจ้งและส่งประกาศให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบและได้ปิดประกาศในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของโจทก์ทุกแห่ง การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ให้สูงขึ้นตามประกาศเมื่อจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไข โจทก์ย่อมทำได้โดยไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนนั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินข้อ 3 ระบุว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่ผู้กู้จะต้องผ่อนชำระอันเนื่องมาจากการปรับอัตราดอกเบี้ยตามข้อ 2 ในภายหลัง

ผู้กู้ก็ตกลงยินยอมด้วยในการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่จะต้องผ่อนชำระ โดยเพียงแต่ผู้ให้กู้แจ้งให้ผู้กู้ทราบเท่านั้น จากข้อสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดให้ธนาคารโจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยได้พลการเอง โดยมิต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบก่อนว่าจะปรับดอกเบี้ยกับจำเลยเป็นเท่าใดแล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ยังคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยในอัตราตามข้อสัญญาที่กำหนดไว้เดิม คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอดอกเบี้ยส่วนที่ขาดเนื่องจากศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 15.25 ต่อปี และ 18.50 ต่อปี ลงเหลือร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 จนถึงวันฟ้องคำนวณแล้วเป็นเงิน 34,409.85 บาทซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ดังกล่าวจำนวน 860 บาท เท่านั้นแต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 19,965 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินแก่โจทก์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 860 บาท แก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรพล เจียมจูไร · วินัย วิมลเศรษฐ · ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้