Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 7 ให้รับผิดในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ อันเป็นรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งนี้คดีได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่1 ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุซึ่งเป็นรถของ ช. และช.เอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับบริษัทจำเลยที่ 7 เท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏไว้เลยว่า จำเลยที่1 ขับรถยนต์ของ ช. คันดังกล่าวในฐานะอะไร และมีนิติสัมพันธ์กันอย่างไรกับ ช. จึงฟังไม่ได้ว่า ช. เจ้าของรถคันดังกล่าวมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้ ช. ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ครั้งนี้ จำเลยที่ 7 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่ ช. ต้องรับผิดชอบ เมื่อ ช.ไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่ต้องรับผิดด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาและเป็นทายาทโดยธรรมของ นายศุภโชค จำเลยที่ ๗ เป็นบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับประกันภัย เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ช.ม.๑๘๔๗๕ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ได้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน ช.ม.๑๘๔๗๕ ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ไปตามถนนสายเชียงใหม่ - ลำปาง จำเลยที่ ๒ ได้ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ช.ม.ข.๑๕๕๒ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๖ โดยขับจากโรงแรมปอยหลวงออกสู่ถนนเชียงใหม่ - ลำปาง จำเลยที่๑ และที่ ๒ ได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ ๒ ทำให้รถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เสียหลักพุ่งไปทางขวามือในเส้นทางเดินรถฝั่งตรงข้าม แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ได้ชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน

ช.ม.ก.๘๕๗๖ ซึ่งนายศุภโชค-เป็นเจ้าของและเป็นคนขับขี่ เป็นเหตุให้นายศุภโชคถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๗ ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ช.ม.๑๘๔๗๕ อันเป็นรถที่ก่อให้เกิดความเสียหาย-ต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินกิจการขนส่งแต่อย่างใด มิได้มีหุ้นอยู่ในบริษัทจำเลยที่ ๓ และมิได้เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ ๕ ทั้งจำเลยที่ ๑ ก็มิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิด

จำเลยที่ ๗ ให้การว่ายอมรับว่าเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ช.ม.๑๘๔๗๕ ไว้จริง โดยมีเงื่อนไขความรับผิดว่า จะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามผู้เอาประกันภัย เพื่อความมรณะของบุคคลภายนอก ไม่เกินคนละ ๕,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกัน จำเลยที่ ๗ จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๑ มิได้ขับรถด้วยความประมาท ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินไป

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นจำนวน ๕๘,๗๕๐ บาท โดยให้จำเลยที่ ๗ ร่วมรับผิดเป็นเงิน ๒๒,๐๐๐ บาท ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๖ ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นจำนวน ๕๘,๗๕๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิด(๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓)จนถึงวันชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ ๓ และคำขออื่นให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๗ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๗ ร่วมรับผิดเสียดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจน ถึงวันชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น จำเลยที่ ๗ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๗ ให้รับผิดในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ช.ม.๑๘๔๗๕ อันเป็นรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งนี้ คดีได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ช.ม.๑๘๔๗๕ ซึ่งเป็นรถของนายชัยพรและนายชัยพรเอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับบริษัทจำเลยที่ ๗ เท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ให้ปรากฏเลยว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ของชัยพรคันดังกล่าวในฐานะอะไร และมีนิติสัมพันธ์กันอย่างไรกับนายชัยพร จึงฟังไม่ได้ว่านายชัยพรเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ อันเป็นเหตุให้นายชัยพรต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ครั้งนี้ จำเลยที่ ๗ ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่นายชัยพรต้องรับผิดชอบ เมื่อนายชัยพรไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ ๗ ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่ต้องรับผิดด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๗ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดำริ ศุภพิโรจน์ · อำนวย อินทุภูติ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายเดชา หงส์ทอง
ศาลอุทธรณ์ - นายอรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4309/2545

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยมิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในผลแห่งละเมิดของ ค. ซึ่งเป็นลูกจ้างอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 2 ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2536

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุ แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ม.ขับรถยนต์คันดังกล่าวในฐานะอะไร หรือมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับจำเลยที่ 1ผู้เอาประกันภัยอันจะเป็นเหต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14217/2558

โจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัย เรือ พ. จากบริษัท อ. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองอู่ต่อเรือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการเรือ พ. มีหน้าที่ดูแลรักษาและซ่อมแซมเรือและเข้าร่วมซ่อมแซมเรือกับจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4997/2548

คำฟ้องโจทก์บรรยายแล้วว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์บรรทุกที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10418/2546

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากเจ้าของรถ มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2542 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2540จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้