คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับมอบหมายให้เก็บเงินเบี้ยประกันจากผู้เอาประกันของโจทก์เมื่อเก็บได้แล้ว จำเลยเบียดบังเงินนั้นไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นเงิน ๑๙,๒๒๐ บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๓๕๓, ๓๕๔, ๙๐ ศาลแขวงขอนแก่นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลแขวงขอนแก่นวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตที่จะเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาว่า จำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์เป็นของตนโดยทุจริต ลงโทษจำคุกจำเลย ๑ ปี ๖ เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ แต่หนังสือรับสารภาพหนี้ที่จำเลยทำให้โจทก์ไว้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ ๑ ใน ๓ ตามมาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ เมื่อศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายไว้พิจารณา การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในท้องสำนวนศาลแขวงขอนแก่นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริตที่จะเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้เบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไว้เป็นของตนโดยทุจริต จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่ศาลแขวงขอนแก่นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๔
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น