Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1310/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ถ้าโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวได้หากเข้ากรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์จนคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีโจทก์ที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1และเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2529ของศาลชั้นต้น ระหว่างจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นโจทก์ โจทก์ที่ 1กับพวกเป็นจำเลย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ในการทำยอมความจำเลยที่ 3 เป็นทนายความในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2529 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันฟ้องโจทก์ทั้งสาม ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2529 โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวยอมร่วมกันชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว

จำนวน 18,804,098.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยโจทก์ทั้งสามจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปี นับแต่วันทำยอม ตามข้อสัญญาดังกล่าวโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามได้ตกลงกันเป็นพิเศษ มิให้ถือตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โดยตกลงกันว่า จำเลยทั้งสามในคดีนี้ยอมให้โจทก์ทั้งสามในคดีนี้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 ปี โจทก์ทั้งสามได้ขอชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธอ้างว่าโจทก์ทั้งสามผิดสัญญา แล้วยึดทรัพย์โจทก์ทั้งสามทำให้โจทก์ทั้งสามเสียหายสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตกเป็นโมฆะไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นนิติกรรมอำพรางและเป็นกลฉ้อฉลเพราะโจทก์ทั้งสามเป็นหนี้จำเลยที่ 1 เพียง 17 ล้านบาทเศษเท่านั้นแต่จำเลยทั้งสามกลับนิ่งเฉยไม่ให้ข้อความจริง

ขอให้พิพากษาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2529 และคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2529 ของศาลชั้นต้นเป็นโมฆะศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์มีสิทธิเพียงอุทธรณ์ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น โจทก์จะนำคดีมาฟ้องขอเพิกถอนสัญญายอม และคำพิพากษาตามยอมไม่ได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2529 และคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2529 ของศาลชั้นต้นเป็นโมฆะคู่ความไม่มีเจตนาจะบังคับกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความแต่มีการตกลงจะบังคับกันเป็นพิเศษดังที่โจทก์ทั้งสามกล่าวมาในฟ้องแต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงกัน

สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางและเป็นกลฉ้อฉลโจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าเมื่อโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว หากโจทก์ทั้งสามเห็นว่าไม่ถูกต้องก็อาจจะอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวได้หากเข้ากรณีตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเมื่อโจทก์ทั้งสามไม่อุทธรณ์และคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งสามอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสิทธิ์ แสนศิริ · นิเวศน์ คำผอง · ไพศาล รางชางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2567

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง อ้างว่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน คือสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส รวมทั้งอาคารพักพนักงานจำนวน 2 ชั้น ฯลฯ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13552/2558

บุคคลที่มีข้อพิพาทซึ่งอาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้หนี้เดิมระงับตามมาตรา 852 แล้วผูกพันกันตามที่ได้ตกลงกันไว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5478/2553

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมกำหนดไว้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ หนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้รวม 36,130,856.01 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ตกลงร่วมรับผิดใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3496/2549

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 กำหนดให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3086/2549

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบุตรว่าประพฤติเนรคุณ ขอถอนคืนการให้ที่ดินต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยและบุตรคนอื่นปลูกบ้านให้โจทก์ และเลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสีย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้