Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2514

พ.ศ. 2514 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เสนอขอเอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกของโจทก์ต่อบริษัทรับประกันภัยจำเลยนอกจากบริษัทจำเลยจะให้โจทก์กรอกแบบคำเสนอขอเอาประกันภัยแล้ว พนักงานบริษัทยังได้จดแจ้งจำนวนเงินเบี้ยประกันภัยไว้บนใบเสนอขอเอาประกันภัยนี้เพื่อโจทก์ได้ทราบด้วยแล้วต่อมาบริษัทจำเลยได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งมีหนังสือเตือนให้โจทก์ส่งเงินเบี้ยประกันภัยไปยังบริษัททันทีเมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันภัย เช่นนี้ย่อมถือว่าสัญญาประกันภัยได้เกิดขึ้นและมีผลผูกมัดคู่กรณีแล้ว ข้อความในหนังสือบริษัทจำเลยซึ่งขอให้โจทก์รีบส่งเบี้ยประกันภัยไปยังบริษัททันที รวมทั้งที่มีระบุไว้ในคำขอเอาประกันภัยว่า "ยังไม่มีความรับผิดใด ๆ จนกว่าบริษัทจะยอมรับคำขอเอาประกันนี้และได้ชำระเบี้ยประกันเต็มจำนวนแล้ว"ไม่พอฟังเป็นเงื่อนไขว่า สัญญาจะมีผลผูกพันต่อเมื่อมีการชำระเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2508 โจทก์ได้เอาประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ล.บ.00759 ไว้กับบริษัทจำเลยและได้ชำระเบี้ยประกันภัยแล้ว ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2509 รถคันดังกล่าวได้ชนกับรถไถนาของนายชลอได้รับความเสียหาย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยส่งคนไปตรวจรถแล้วแจ้งให้โจทก์นำรถไปซ่อมเองโดยจำเลยจะจ่ายค่าซ่อมให้ โจทก์ซ่อมรถสิ้นเงินไป 19,523 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายเงินค่าซ่อมให้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้การว่า โจทก์ได้ส่งคำเสนอขอเอาประกันภัยรถยนต์ตามฟ้องต่อจำเลยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2508 เพื่อเอาประกันภัยรถไว้กับจำเลยมีกำหนดเวลาเริ่มต้นวันที่ 26 พฤศจิกายน 2508 และเวลาสิ้นสุดวันที่ 26 พฤศจิกายน 2509 จำเลยได้พิจารณาและกำหนดเบี้ยประกันภัยแล้วได้ส่งกรมธรรม์ประกันภัยไปให้โจทก์ทางไปรษณีย์

จำเลยได้แจ้งและกำหนดให้โจทก์ทราบแน่ชัดในหนังสือของจำเลยและกรมธรรม์ประกันภัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยจะมีผลใช้บังคับเมื่อโจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยให้จำเลยถูกต้องตามกำหนดเวลา เงื่อนไขนี้มีระบุอยู่ในคำเสนอขอเอาประกันภัยด้วย แต่โจทก์รับกรมธรรม์ประกันภัยแล้วไม่ส่งเบี้ยประกันภัยตามกำหนดที่ตกลงไว้ เมื่อรถโจทก์เกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2509 โจทก์ยังมิได้ส่งเบี้ยประกันภัยให้จำเลย กรมธรรม์ประกันภัยจึงยังไม่มีผลบังคับ โจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยให้จำเลยวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2509 หลังวันรถของโจทก์เสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด และโจทก์รู้ดีว่ารถของโจทก์มีน้ำหนักบรรทุก 10.8 ตันแต่ปิดบังความจริง โดยแจ้งแก่จำเลยว่ารถมีน้ำหนักบรรทุก6 ตัน

น้ำหนักบรรทุกของรถยนต์เป็นสารสำคัญในการคำนวณเบี้ยประกันภัย ซึ่งเมื่อจำเลยไม่รู้ความจริงมาก่อน จึงคำนวณเบี้ยประกันภัยต่ำไปกว่าปกติจำเลยได้บอกล้างไปยังโจทก์แล้ว จึงมีผลให้กรมธรรม์ประกันภัยเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องจากจำเลยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ผิดสัญญาส่งเบี้ยประกันภัยเพราะบริษัทจำเลยตกลงเปลี่ยนแปลงการชำระเบี้ยประกันภัยใหม่ และกรมธรรม์ประกันภัยสมบูรณ์ตามมาตรา 866 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน13,500 บาทแก่โจทก์โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ไม่ส่งเบี้ยประกันภัยให้จำเลยตามเงื่อนไขที่กำหนด สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์จำเลยเกิดขึ้นมีผลบังคับผูกพันตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับเบี้ยประกันภัยอันเป็นเวลาภายหลังรถของโจทก์เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว

โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ๆ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาว่า สัญญาประกันภัยได้เกิดขึ้นและมีผลผูกพันจำเลยตั้งแต่ก่อนวันที่วินาศภัยเกิดขึ้นศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาโจทก์ซึ่งขึ้นมาสู่ศาลเพียงข้อเดียวว่า สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์จำเลยได้เกิดขึ้นและมีผลผูกพันจำเลยตั้งแต่ก่อนที่วินาศภัยเกิดขึ้นหรือไม่ว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับกันว่าโจทก์ได้เสนอขอเอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกของโจทก์ตามใบเสนอขอเอาประกันภัยเอกสาร ล.1 ซึ่งจำเลยได้กำหนดเบี้ยประกันภัยและได้จดแจ้งจำนวนเงินเบี้ยประกันภัยลงไว้ตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวแล้ว ต่อมาจำเลยได้ส่งกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสาร ล.2 ไปให้โจทก์พร้อมทั้งมีหนังสือเตือนให้โจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยไปให้จำเลยตามจำนวนที่จดแจ้งไว้ในเอกสาร 2 ฉบับข้างต้นแล้ว

โจทก์รับกรมธรรม์ประกันภัยจากจำเลยแล้วมิได้โต้แย้งจำนวนเงินเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด จึงถือว่าได้ตกลงด้วยกับจำนวนเงินเบี้ยประกันภัยนั้นแล้ว ส่วนกำหนดเวลาชำระเบี้ยประกันภัยก็ปรากฎว่าจำเลยได้ยอมให้แบ่งชำระเป็น 2 งวด คือ งวดแรกเป็นเงิน 2,786.88 บาท ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1965 (พ.ศ. 2508) และงวดสองเป็นเงิน 1,750 บาท ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1966 (พ.ศ .2509) ตามเอกสาร ล.4 เช่นนี้เห็นว่าสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์จำเลยได้เกิดขึ้นด้วยการตกลงกันระหว่างโจทก์จำเลยโดยสมบูรณ์แล้ว ที่จำเลยโต้เถียงว่าได้กำหนดให้โจทก์ทราบในหนังสือของจำเลยและกรมธรรม์ประกันภัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยจะมีผลใช้บังคับเมื่อโจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยให้จำเลยถูกต้องตามกำหนดเวลานั้น

หนังสือนำส่งกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสาร ล.2 ดังกล่าว คงมีข้อความเพียงว่า เมื่อโจทก์ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยจากจำเลยแล้ว ให้โจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยไปให้จำเลยทางธนาณัติหรือเช็คไปรษณีย์ทันทีเท่านั้น และกรมธรรม์ประกันภัยก็มิได้มีข้อจำกัดความรับผิดเช่นนั้น ส่วนคำเสนอขอเอาประกันภัยเอกสาร ล.1 ซึ่งมีข้อความอยู่ในบรรทัดท้ายสุดว่า "ยังไม่มีการรับผิดใด ๆ จนกว่าบริษัทจะยอมรับคำขอเอาประกันภัยนี้ และได้รับเบี้ยประกันภัยเต็มจำนวนแล้ว" ข้อความเพียงเท่านี้ไม่พอฟังเป็นเงื่อนไขว่ากรมธรรม์ประกันภัยจะมีผลใช้บังคับเมื่อโจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยให้จำเลยถูกต้องตรงตามกำหนดเวลาดังที่จำเลยต่อสู้ ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า

โจทก์ได้ส่งเบี้ยประกันภัยทั้งสองงวดให้จำเลยตั้งแต่ก่อนถึงกำหนดส่งเบี้ยประกันภัยในงวดหลัง จำเลยจึงต้องมีความรับผิด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม อันเป็นประเด็นในชั้นศาลอุทธรณ์ และไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเฉพาะปัญหาว่า สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นและมีผลผูกพันจำเลยเมื่อใดแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียโดยมิได้พิจารณาพิพากษาในประเด็นข้ออื่น ๆ ที่ยังโต้เถียงกันจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาในประเด็นการบอกล้างกรมธรรม์ประกันภัยและเรื่องค่าเสียหาย แล้วพิพากษาใหม่

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประพจน์ ถิระวัฒน์ · จำรูญ โชติรัต · สุธรรม วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้