Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1304/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 181 บัญญัติกำหนดเวลาที่จะบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะว่าจะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ การที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของผู้ตายทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือมอบอำนาจอันเป็นโมฆียะให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2507

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ซึ่งเป็นทายาทฟ้องคดีวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 จึงล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างและฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิฟ้องคดีเรียกทรัพย์คืนจากบุคคลภายนอกผู้ไม่มีสิทธิ และสามารถฟ้องได้โดยไม่มีกำหนดอายุความนั้น คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทตามฟ้องและคำให้การว่าโจทก์บอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 181 หรือไม่ ไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์มีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลภายนอกผู้ไม่มีสิทธิโดยไม่มีกำหนดอายุความตามที่โจทก์ฎีกา

ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่นอกฟ้องนอกประเด็นถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.พ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 458 ผู้ตายถูกทำร้ายกลายเป็นคนวิกลจริตตั้งแต่ประมาณปี 2500 จนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2535 และเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2507 จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่ผู้ตายเป็นคนวิกลจริตโดยทำหนังสือมอบอำนาจปลอมและหลอกลวงให้ผู้ตายลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2507 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าผู้ตายเป็นคนวิกลจริตและไม่มีเจตนาขายที่ดิน

ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2531 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 5 ภายหลังจำเลยที่ 5 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 6 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2531 และจำเลยที่ 6 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 7 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2536 ต่อมาประมาณปลายปี 2538 โจทก์ทราบความจริงดังกล่าว ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งเจ็ด ให้จำเลยที่ 7 ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์ และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะเพิกถอนนิติกรรมและส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทคืนโจทก์

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตายก่อนโจทก์เสนอคำฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์เสียมาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า โจทก์ซึ่งเป็นทายาทฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลา 10 ปี นับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 181 จึงไม่มีอำนาจบอกล้างและฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาท ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เพิ่งทราบถึงนิติกรรมที่เป็นโมฆียะก่อนฟ้องไม่ถึงปีจึงมีอำนาจบอกล้างและฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ แม้จะฟ้องเกินเวลา 10 ปี นับแต่วันทำนิติกรรมนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 181 บัญญัติกำหนดเวลาที่จะบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะว่า โมฆียะนั้นจะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้หรือเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น

จะเห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดเวลาที่จะบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะ เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันเวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ซ้อนอยู่กับกำหนดเวลาเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรม เหตุที่กำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ เนื่องจากเวลาที่อาจให้สัตยาบันของผู้มีสิทธิบอกล้าง คือเวลาที่สาเหตุแห่งความเป็นโมฆียะหมดสิ้นไปแล้วมีหลายกรณีสำหรับบุคคลที่บกพร่องในความสามารถที่ได้กลับมีความสามารถในการใช้สิทธิโดยสมบูรณ์ เช่น ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะแล้ว คนวิกลจริตหายจากวิกลจริตแล้ว หรือทายาทของบุคคลดังกล่าวเวลาที่อาจให้สัตยาบันได้เริ่มนับแต่บุคคลผู้แสดงเจตนาเป็นเหตุให้นิติกรรมเป็นโมฆียะถึงแก่ความตาย ดังนั้น ถ้าเวลาที่อาจให้สัตยาบันได้เริ่มนับแล้วต้องใช้สิทธิบอกล้างภายในหนึ่งปีนับแต่เวลานั้น แต่กำหนดเวลาดังกล่าวก็อยู่ภายใต้กำหนดเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ

เพราะแม้กำหนดเวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ยังไม่เริ่มนับแต่วันครบเวลาสิบปียังคงนับไปเรื่อยๆ และถ้าครบกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมจะบอกล้างนิติกรรมไม่ได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2507 โจทก์ซึ่งเป็นทายาทฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 จึงล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างและฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิฟ้องคดีเรียกทรัพย์คืนจากบุคคลภายนอกผู้ไม่มีสิทธิ จึงสามารถฟ้องเรียกได้โดยไม่มีกำหนดอายุความนั้น

เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทตามฟ้องและคำให้การว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 181 หรือไม่ ไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์มีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลภายนอกผู้ไม่มีสิทธิโดยไม่มีกำหนดอายุความตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่นอกฟ้องนอกประเด็นถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พันวะสา บัวทอง · ธนัท วิรบุตร์ · สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้