Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่เหตุเกิดเป็นทางสัญจรและเป็นถนนสายหลักสายสำคัญ จึงน่าเชื่อว่าเวลา 1 นาฬิกา ยังมีรถแล่นอยู่และต้อง เปิดไฟสว่างแล่นสวนกันไปมา เชื่อว่าผู้เสียหายกับ ส. ต้องเห็นและจำคนร้ายได้ถนัดโดยเฉพาะคนร้ายที่ไม่ได้ สวมหมวกนิรภัย นอกจากนี้หลังเกิดเหตุผู้เสียหายกับ ส. ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบถึงลักษณะของคนร้าย เมื่อจับคนร้ายได้ผู้เสียหายกับ ส. ไปดูตัวและยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้มีดฟันสายรัดกระเป๋าเสื้อผ้า กับจำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายที่ใช้ไขควงจี้คุมผู้เสียหายกับ ส. ทั้งจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและนำชี้ ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ แม้จำเลยที่ 3 จะนำสืบว่า คำให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่และ ทำร้ายก็ตาม แต่ได้ความว่าในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพ ส่วนผู้ต้องหาอื่นอีก 4 คน ให้การปฏิเสธ ถ้ามีการข่ม ขู่หรือทำร้ายจริงเหตุใดเจ้าพนักงานตำรวจ จึงบังคับแต่เพียงจำเลยที่ 3 ไม่บังคับบุคคลที่ให้การปฏิเสธ ดังกล่าวให้ให้การรับสารภาพด้วย พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์เอารถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ป-4622 ของบริษัทอรุณกรลิสซิ่ง จำกัดซึ่งอยู่ในความครอบครองของนางอัชฌา แจ้งสุข ผู้เสียหายและหมวกนิรภัยจำนวน 2 ใบ กับเสื้อผ้าพร้อมกระเป๋าเป้รวมราคาทั้งสิ้น 57,400 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันใช้มีดบางสแตนเลสหัวตัด ขนาดใบมีดยาว 12 นิ้ว 1 เล่มและไขควง 1 อัน ที่นำติดตัวมาเป็นอาวุธบังคับขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายและชีวิตของผู้เสียหายและพลทหารสุริยา แจ้งสุข สามีผู้เสียหาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ การพาทรัพย์ของผู้เสียหายนั้นไป เพื่อให้ผู้เสียหายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น เพื่อยึดถือเอาทรัพย์ของผู้เสียหายนั้นไว้ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมโดยจำเลยทั้งสี่กับพวกใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83, 33 ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นครสวรรค์ จ - 9101 รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 5 บ-0773 และมีดของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่คืนหรือใช้ราคาหมวกนิรภัย จำนวน 2 ใบ เสื้อผ้าพร้อมกระเป๋าเป้ ราคา 1,400 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 149/2539 ของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 83 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี

จำคุกคนละ 21 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 14 ปี นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 149/2539 ของศาลชั้นต้นริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นครสวรรค์ จ-9101 ของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหมวกนิรภัย จำนวน 2 ใบ และเสื้อผ้าพร้อมกระเป๋าเป้ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 1,400 บาทแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยกจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2536เวลาประมาณ 1 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับคนร้ายอีกหนึ่งคนขับรถจักรยานยนต์นั่งซ้อนท้ายกันมา 2 คันแล้วร่วมกันใช้มีดและไขควงเป็นอาวุธขู่บังคับให้นางอัชฌา แจ้งสุข ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยา แจ้งสุข สามีผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืน คนร้ายทั้งสี่ได้เอากระเป๋าเป้บรรจุเสื้อผ้ากับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ป - 4622 และหมวกนิรภัย 2 ใบ ของผู้เสียหายไป หลังจากนั้นได้หลบหนีไปตามถนนสายเอเซียใหล้ กับหลักกิโลเมตรที่ 63 เขตอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นสถานที่เกิดเหตุตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย

ป.จ.1 จนกระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2536 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกสัมฤทธิ์ กิ่งรัตน์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางปะอินกับพวกได้ออกตรวจไปตามถนนสายเอเซียใกล้กับที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน มีจำเลยที่ 4 กับพวก ขับและนั่งซ้อนท้ายลักษณะใกล้เคียงกับที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้ จึงได้ขอตรวจค้นพบอาวุธปืนสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนจำนวน 1 นัด จากนายชิดชัย บุญประเสริฐ พวกของจำเลยที่ 4 คนหนึ่ง จึงจับกุมจำเลยที่ 4 กับพวก ชั้นสอบสวนนายวินัย บุญทรัพย์ พวกของจำเลยที่ 4 อีกคนหนึ่งรับว่า กลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายพักอยู่ที่หอพักซอยประทานพร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี วันที่ 19 มิถุนายน 2536 ร้อยตำรวจเอกสัมฤทธิ์จึงให้นายวินัยพาไปที่หอพักซอยประทานพร และจับกุมจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 นายวสันต์

บัวอาจ นายเอนก ผ่อนตามและนายสถิตย์ เนียมทอง ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกการยึดของกลางและแจ้งข้อหาเอกสารหมาย จ.2 และค้นพบมีดสแตนเลสหัวตัดใบมีดยาว 12 นิ้ว จำนวน 1 เล่ม หมวกนิรภัยจำนวน 2 ใบ กับยึดรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าบีท สีแดงกับสีน้ำเงินจำนวน 2 คัน ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.5ต่อมาผู้เสียหายได้รับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าบีท สีแดงหมายเลขเครื่องยนต์ แอล เอส 110 อี-017679 ของผู้เสียหายคืนไปจากเจ้าพนักงานตำรวจ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน จึงต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่า

ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยา ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโจทก์มีโอกาสและเวลาพอที่จะเห็นและจำคนร้ายได้หรือไม่ ข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเหตุเกิดที่ไหล่ทางหลวงสายเอเซีย ในที่เกิดเหตุไม่มีแสงสว่างจากไฟฟ้า ทั้งข้อเท็จจริงยังฟังได้ต่อไปด้วยว่ามีแสงไฟจากจากไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและของคนร้ายอีก 2 คันที่แล่นประ กบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ช่วงที่คนร้ายแล่นรถประ กบรถของผู้เสียหายนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่ารถจักรยานยนต์ของคนร้ายแล่นประ กบพยายามเบียดให้พลทหารสุริยาหยุดรถ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์คันที่แล่นตามหลังมาพยายามแซงทางขวา ผู้เสียหายเห็นคนร้ายคนที่ขับสวมหมวกนิรภัยส่วนคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายไม่ได้สวมหมวกนิรภัย

เมื่อรถจักรยานยนต์คันหน้าแล่นปาดหน้ารถของผู้เสียหาย พลทหารสุริยาจำต้องหยุดรถที่ไหล่ถนน แต่คงยืนคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหน้าหรือคันที่ขับปาดหน้าและไม่ได้สวมหมวกนิรภัยลงจากรถมาดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปแล้วใช้มีดซึ่งมีลักษณะเหมือนมีดของกลางฟันที่สายคาดกระเป๋าเป้ใส่เสื้อผ้าซึ่งวางอยู่ที่ถังน้ำมันขาดแล้วเอากระเป๋าเป้ไป พลทหารสุริยาจึงปล่อยให้รถล้มคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหลังที่ผู้เสียหายเห็นมาแต่ต้นแล้วได้ลงมาจากรถใช้ไขควงคุมตัวผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาไว้และร้องสั่งให้ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาให้ออกห่างจากรถและให้ถอดหมวกนิรภัยให้แก่คนร้าย เห็นว่าตามลำดับเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นที่ผู้เสียหายรู้ว่ามีคนร้ายขับรถแล่นตามมา

จนกระทั่งต้องถอดหมวกนิรภัยให้แก่คนร้ายนั้นใช้เวลานานพอสมควร ทั้งได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาว่าคนร้ายใช้เวลานานประมาณ 3 ถึง 10 นาที เหตุเกิดริม หรือไหล่ถนนสายเอเซียกิโลเมตรที่ 63 ซึ่งเป็นทางสัญจรและเป็นถนนสายหลักสายสำคัญ จึงน่าเชื่อว่าเวลา 1 นาฬิกา ยังมีรถแล่นอยู่และต้องเปิดไฟสว่างแล่นสวนกันไปมา ดังนั้นบริเวณที่เกิดเหตุจึงมีแสงไฟสว่างน่าเชื่อว่าผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาพยานโจทก์ต้องเห็นและจำคนร้ายได้ถนัดโดยเฉพาะคนร้ายที่ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย นอกจากนี้ หลังจากเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบถึงลักษณะของคนร้าย และต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2536พันตำรวจโทกิตติพงศ์

บำรุงพงศ์ พนักงานสอบสวนได้ให้ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาไปดูตัวคนร้ายที่ร้อยตำรวจเอกสัมฤทธิ์ควบคุมตัวไว้ ทั้งผู้เสียหายกับพลทหารสุริยายืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้มีดของกลางฟันสายรัดกระเป๋าเสื้อผ้ากับจำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหลังและเป็นผู้ที่ใช้ไขควงจี้คุมผู้เสียหายกับพลทหารสุริยา ส่วนปัญหาข้อนี้ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาพยานโจทก์ทำการชี้ตัวจำเลยที่ 3เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2536 ตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.5 ระบุว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์คันสีดำที่แล่นนำหน้าซึ่งต่างไปจากคำเบิกความในชั้นพิจารณาและเมื่อพันตำรวจโทกิตติพงศ์

พนักงานสอบสวนให้จำเลยทั้งสี่นำไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามเอกสารหมาย ป.จ.3 และภาพถ่ายหมาย ป.จ.4 จำเลยที่ 3 นำชี้แสดงที่เกิดเหตุเป็นผู้ขับ รถจักรยานยนต์คันสีดำที่แล่นอยู่คันหน้าพยานหลักฐานโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นพิรุธนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้แสดงว่าพนักงานสอบสวนมิได้ขู่บังคับให้จำเลยที่ 3 นำชี้แสดงท่าทางประกอบคำรับสารภาพโดยแสแสร้ง แต่งเรื่องให้สอดคล้องกับเรื่องที่ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาที่เคยดูตัวคนร้ายหรือจำเลยที่ 3 ในเบื้องต้นมาแล้วเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2536 และแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหลังและเป็นผู้ใช้ไขควงกับเป็นผู้สั่งให้ออกห่างจากรถของผู้เสียหาย

ดังนั้นที่ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาชี้ตัวจำเลยที่ 3 ว่าเป็นคนร้ายในชั้นนำชี้ที่เกิดเหตุตามท่าทางประกอบคำรับสารภาพ จึงหาได้ขัดกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าจำหน้าคนร้ายได้สามคนคือคนขับกับคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหน้าและคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหลัง (จำเลยที่ 3) ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาได้ชี้จำเลยที่ 3 ตามบันทึกการชี้ตัวเอกสารหมาย ป.จ.5 ตามที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ 3 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีข้อพิรุธหรือมีเหตุควรที่จะต้องระแวงว่า ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยาพยานโจทก์จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 ซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อนต้องให้รับโทษแล้ว เมื่อนำคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย

จ.8 ที่มีรายละเอียดแห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏร่องรอยหรือข้อพิรุธในคำให้การให้เห็นว่าเป็นการให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ แม้จำเลยที่ 3 จะนำสืบว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ชั้นสอบสวนไม่ควรรับฟังเป็นพยานโจทก์เพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่และทำร้ายตามภาพถ่ายหมาย ล.1ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 578/2538 ของศาลชั้นต้นก็ตามกลับได้ความจากคำเบิกความกับบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของร้อยตำรวจเอกสัมฤทธิ์เอกสารหมาย จ.3 ว่า ในชั้นจับกุมบุคคลทั้งเจ็ดอันมีจำเลยทั้งสี่ นายสถิตย์ เนียมทอง นายเอนก ผ่อนตาม และนายวสันต์ให้การปฏิเสธ ดังนั้น ถ้ามีการข่มขู่หรือทำร้ายจริงเหตุใดเจ้าพนักงานตำรวจจึงบังคับแต่เพียงจำเลยที่ 3 ไม่บังคับบุคคลที่ให้การปฏิเสธดังกล่าวให้การรับสารภาพด้วย

ส่วนการอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยที่ 3 มาเป็นเหตุปฏิเสธพยานหลักฐานโจทก์และการกระทำความผิดนั้น ก็ไม่เป็นกิจลักษณะที่หนักแน่นพอที่จะเชื่อและฟังได้ถึงขนาดจะหักล้างประจักษ์พยานโจทก์ได้ อีกทั้งจำเลยที่ 3 ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่ามีดและรถจักรยานยนต์ของกลางและรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายตามบันทึกบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.5 ไม่ใช่ของกลางที่ได้ร่วมกันใช้กระทำความผิดหรือไม่ใช่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ของกลางเหล่านี้ถือว่าเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายกับพลทหารสุริยา ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโจทก์โดยปราศจากข้อสงสัย พยานหลักฐานโจทก์ จึงกอปร ด้วยเหตุผลมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดด้วย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัส เรืองอำพัน · วิรัตน์ ลัทธิวงศกร · ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้