Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงานซึ่งนายจ้างจะจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงานเป็นเงินของลูกจ้าง ถ้าลูกจ้างยังไม่ตายและออกจากงาน นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง เมื่อลูกจ้างตายเงินดังกล่าวจึงเป็นมรดกของผู้ตาย มิใช่สินสมรสระหว่างผู้ตายกับภริยา ระเบียบข้อบังคับของนายจ้างในการจ่ายเงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงานที่กำหนดให้ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีสิทธิได้รับไปครึ่งหนึ่ง กับบุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในหนังสือรับรองทายาทอีกครึ่งหนึ่งนั้น ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลใช้บังคับได้

คำฟ้องและคำให้การ

เงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงานซึ่งนายจ้างจะจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงานเป็นเงินของลูกจ้าง ถ้าลูกจ้างยังไม่ตายและออกจากงาน นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง เมื่อลูกจ้างตายเงินดังกล่าวจึงเป็นมรดกของผู้ตาย มิใช่สินสมรสระหว่างผู้ตายกับภริยา ระเบียบข้อบังคับของนายจ้างในการจ่ายเงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงานที่กำหนดให้ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีสิทธิได้รับไปครึ่งหนึ่ง กับบุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในหนังสือรับรองทายาทอีกครึ่งหนึ่งนั้น ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลใช้บังคับได้โจทก์ฟ้องว่า นายจรัส มโนรัตน์ ผู้ตายมีภริยา 2 คน คือโจทก์และนางถนอมจิตต์

มโนรัตน์ โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรกับผู้ตาย 1 คน คือ นางสาวรัติกร มโนรัตน์ ส่วนนางถนอมจิตต์มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย มีบุตรกับผู้ตาย 3 คนคือ จำเลย นายจรวดและนายเรวัฒน์ ผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่31 มกราคม 2529 ก่อนถึงแก่กรรมเคยรับราชการเป็นทหารอากาศ และได้ลาออกไปเป็นพนักงานของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัดเมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม แล้วทางกองทัพอากาศจะจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่ทายาท และบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ก็จะจ่ายเงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงาน เงินฌาปนกิจสงเคราะห์เงินประกันอุบัติเหตุที่บริษัทได้เอาประกันภัยให้แก่ทายาท หลังจากจำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2529 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์ให้แก่โจทก์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินจำนวน1,555,813.79 บาท ที่บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จะจ่ายให้แก่ทายาทนั้น จำเลยตกลงให้หักออกจำนวน 100,000 บาท เป็นค่าทำศพของผู้ตายที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนมอบให้โจทก์ เงินส่วนที่เหลือจำเลยจะมอบให้โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 727,906.89 บาท ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2529 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกไปขอรับเงินจากบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เฉพาะส่วนของจำเลยนายจรวด และนายเรวัฒน์เท่านั้น ส่วนของนางสาวรัติกรจำเลยมิได้จัดการคงให้นางสาวรัติกรไปขอรับเอาเอง เงินส่วนของโจทก์นั้นจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ไปขอรับเอาโดยมิได้ระบุว่าจะนำมามอบให้โจทก์

โจทก์จึงได้ทักท้วงต่อบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทยจำกัด และจนบัดนี้จำเลยก็มิได้จัดการ ขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลจัดการแบ่งทรัพย์มรดกเงินจำนวน 827,906.89 บาท ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ขอรับจากบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด มามอบให้โจทก์ หากจำเลยไม่จัดการด้วยเหตุใด ๆ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาของจำเลยในการขอรับเงินจำนวน 827,906.89 บาท จากบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด มามอบให้โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจะต้องแบ่งปันทรัพย์สินให้แก่ทายาททั้งสี่ของเจ้ามรดก คือ นางสาวรัติกรตัวจำเลย นายจรวดและนายเรวัฒน์ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตาย ทั้งนี้เพราะผู้ตายทำหนังสือรับรองเกี่ยวกับทายาทไว้ที่บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย

จำกัด ระบุไว้ว่าให้บุตรทั้งสี่ได้รับส่วนแบ่งคนละ 1 ส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จะต้องจ่ายเงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงาน เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ และเงินประกันอุบัติเหตุให้แก่ทายาทที่ระบุไว้ในเอกสารท้ายคำให้การ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น1,555,813.79 บาท ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่จะต้องไปขอรับเงินดังกล่าวมาแบ่งปันให้บุตรทั้งสี่ของผู้ตาย การที่จำเลยตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามภาพถ่ายท้ายคำฟ้องนั้น จำเลยมิได้กระทำไปโดยสมัครใจและโดยมิได้รับความยินยอมจากทายาทอื่น เอกสารท้ายคำให้การมีผลเท่ากับเป็นพินัยกรรมในการแบ่งปันมรดกและเงินที่ได้รับจากบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ให้แก่ทายาทโดยธรรมทั้งสี่บุคคลอื่นจึงถูกตัดมิให้ได้รับมรดก

โจทก์ได้คัดค้านการที่จำเลยขอรับเงินจากบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จำเลยจึงต้องรับมาเพียงกึ่งหนึ่งที่ไม่มีปัญหามาแบ่งให้แก่จำเลย นายจรวดและนายเรวัฒน์ รวมเป็นเงินประมาณ 540,000 บาท และต่อมาจำเลยได้ยินยอมให้นางสาวรัติกรรับส่วนของนางสาวรัติกรไปจากบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด อีกประมาณ 190,000 บาทเงินค่าทำศพของผู้ตายได้ใช้จ่ายไปจริงเพียงไม่เกิน 40,000 บาทซึ่งทายาททุกคนรวมทั้งโจทก์ก็มีหน้าที่จะต้องจัดการและออกค่าใช้จ่ายร่วมกัน โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกร้องถึง 100,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่งเงินที่จะได้จากบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จำนวน297,680.19 บาท และเงินค่าทำศพจำนวน 50,000 บาท ให้โจทก์คำขออื่นจากนี้ให้ยก

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า เงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงาน ซึ่งบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จะจ่ายให้แก่ผู้ตายเมื่อออกจากงานนั้น มิใช่มีลักษณะเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นเงินที่มีและเกิดขึ้นด้วยการที่ผู้ตายลงทุน(บริษัทหักสะสมไว้) เท่ากับลงทุนด้วยสินเดิมหรือสินส่วนตัวของผู้ตายโดยแท้ ด้วยเหตุนี้จึงถือไม่ได้ว่าทรัพย์สินของโจทก์อยู่ในกองมรดกของผู้ตายด้วยนั้น

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงานนี้ บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัดคิดให้ 2.25 เท่าของเงินเดือน เดือนสุดท้ายต่ออายุงาน 1 ปีเงินดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเงินของผู้ตาย ถ้าผู้ตายยังไม่ตายและออกจากงานบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ก็ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่ผู้ตายตามระเบียบข้อบังคับของทางบริษัท ดังนี้เงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงานจึงเป็นมรดกของผู้ตายมิใช่สินสมรส แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากนางวรินทรา เกษสม ผู้จัดการแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของพนักงานจะพึงได้จากบริษัทเบิกความว่า ตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย

จำกัด ซึ่งพนักงานจะต้องปฏิบัติตาม กำหนดให้เงินตามโครงการผลประโยชน์ดังกล่าวภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีสิทธิได้รับไปครึ่งหนึ่ง กับบุคคลที่ถูกระบุไว้ในหนังสือรับรองทายาทอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งระเบียบข้อบังคับดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีผลใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินตามโครงการผลประโยชน์เมื่อออกจากงานครึ่งหนึ่งศาลฎีกาเห็นด้วยในผล"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · บุญศรี กอบบุญ · เสมอ อินทรศักดิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้