Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะ บ. ซึ่งเป็นมารดาโจทก์และจำเลยทั้งสามตาย บุตรทุกคนไม่ได้อยู่กับ ท. ซึ่งเป็นบิดาและ บ. ขณะนั้นจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องอายุ 19 ปีเศษ โจทก์และบุตรคนอื่น บรรลุนิติภาวะหมดแล้วนอกจากที่ดินพิพาทแล้ว ท. และ บ. ยังมีทรัพย์สินร่วมกันอีกหลายอย่างเมื่อ บ. ตาย ท. ได้เข้าจัดการทรัพย์สินทุกอย่างรวมทั้งได้ขอรับมรดกที่ดินของ บ. ลงชื่อ ท. ถือกรรมสิทธิ์ไว้คนเดียว และได้จดทะเบียนให้จำเลยทั้งสามถือ กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท แสดงว่า ท.ได้ถือตนว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งส่วนของตนและส่วนที่เป็น มรดกของ บ. แต่ผู้เดียวตลอดมามิได้ครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนบุตรด้วยแต่ประการใด โจทก์และบุตรทุกคนต่างยินยอมรับปฏิบัติตามต่อการกระทำของ ท.มาแต่ต้นไม่เคยคัดค้านการจัดการทรัพย์สินของท.เลย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อเกินสิบปีนับแต่ บ. ตาย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในทรัพย์มรดกของ บ. จึงเป็นอันขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสุดท้าย โจทก์ ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ ท. ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสาม.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายทองและนางบุญมา ศิลปสุวรรณ เป็นสามีภรรยากันมีบุตรด้วยกัน 8 คน รวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสาม นายทองและนางบุญมามีที่ดินมีโฉนดเป็นสินสมรสจำนวน 12 แปลง นางบุญมาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2509 เมื่อแบ่งสินสมรสระหว่างนายทองและนางบุญมาแล้วส่วนของนางบุญมาเป็นมรดกตกได้แก่นายทองและบุตร8 คน คนละส่วน นายทองได้ครอบครองที่ดินมรดกของนางบุญมาไว้แทนบุตรทั้ง 8 คน ตลอดมา ครั้นวันที่ 28 มกราคม 2520 นายทองยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์รวม โดยยกให้เกินส่วนของนายทองทำให้โจทก์และทายาทอื่นไม่ได้รับมรดกของนางบุญมา ต่อมาจำเลยทั้งสามไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินขอแบ่งแยกที่ดิน โจทก์และทายาทอื่นเสียหาย

ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ของนายทองซึ่งให้จำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ถอนชื่อจำเลยทั้งสามออกจากโฉนดที่ดิน และเพิกถอนการขอแบ่งแยกที่ดินของจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามให้การว่า เมื่อนางบุญมาถึงแก่ความตาย นายทองได้ครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นมรดกของนางบุญมาร่วมกับจำเลยทั้งสามตลอดมา โจทก์และทายาทอื่นไม่ได้โต้แย้งคัดค้านหรือเข้าเกี่ยวข้องด้วย โจทก์ย่อมหมดสิทธิรับมรดกที่ดินของนางบุญมาเพราะพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่นางบุญมาตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความที่นายทองทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมด้วยนั้นก็ไม่เกินส่วนของนายทอง และการที่จำเลยทั้งสามไปยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินก็เป็นการกระทำโดยสุจริตตามสิทธิที่มีอยู่ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือทายาทอื่น

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หลังจากนางบุญมามารดาโจทก์และจำเลยทั้งสามถึงแก่ความตายแล้ว นายทองบิดาโจทก์และจำเลยทั้งสามได้ครอบครองมรดกของนางบุญมาทั้งหมดเป็นของตนแต่ผู้เดียว มิใช่ครอบครองแทนบุตร โจทก์ซึ่งไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับนายทองไม่มีสิทธิเรียกร้องที่ดินส่วนของมารดาเกินกว่า 1 ปี นับแต่รู้ว่ามารดาถึงแก่ความตาย การที่นายทองโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนของนางบุญมาให้จำเลยทั้งสาม จึงเป็นการโอนโดยชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินดังกล่าว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่นายทองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสามหรือไม่โจทก์ฎีกาว่า

นายทองได้ครอบครองทรัพย์มรดกของนางบุญมาไว้แทนบุตรทุกคน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น ได้ความว่าขณะนางบุญมาถึงแก่ความตาย บุตรทุกคนไม่ได้อยู่กับนายทองและนางบุญมา โดยโจทก์และนายประกอบ ศิลปสุวรรณ ไปอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 3 ไปศึกษาอยู่กรุงเทพมหานคร บุตรคนอื่นต่างมีครอบครัวแยกย้ายกันไปอยู่ต่างหาก ขณะนั้นจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องอายุ 19 ปี 10เดือนเศษ โจทก์และบุตรคนอื่นบรรลุนิติภาวะกันหมดแล้วที่ดินพิพาทขณะนางบุญมาตายยังแยกโฉนดกันอยู่รวม 12 แปลง บางแปลงมีชื่อนายทองถือกรรมสิทธิ์คนเดียว บางแปลงมีชื่อนายทองและนางบุญมาถือกรรมสิทธิ์รวมกัน หลังจากนางบุญมาตายแล้วนายทองได้ไปขอรับมรดกของนางบุญมา แล้วลงชื่อนายทองถือกรรมสิทธิ์ไว้คนเดียวต่อมานายทองได้ขอรวมที่ดินพิพาททั้ง 12 แปลงดังกล่าว ที่ดินพิพาทนี้เป็นที่นาได้ให้คนอื่นเช่าทำนา

บุตรเป็นผู้ไปเก็บค่าเช่านาแล้วนำมามอบให้แก่นายทอง นอกจากที่ดินพิพาทแล้วนายทองและนางบุญมายังมีทรัพย์สินร่วมกันอีกหลายอย่าง เมื่อนางบุญมาตาย นายทองได้เข้าจัดการทรัพย์สินทุกอย่าง โดยดำเนินกิจการร้านค้าทองแม่บุญมาเองโอนตึกแถวมาเป็นชื่อของตนถือกรรมสิทธิ์ ขายตึกแถวให้ธนาคารกรุงไทยจำกัด 2 ห้อง ที่เหลืออีก 14 ห้อง ได้โอนให้บุตรทุกคนไม่พร้อมกันคนละ 2 ห้อง ยกเว้นนายประกอบไม่ได้รับโอน ที่ดินที่จังหวัดลพบุรีได้จัดสรรขายให้แก่ผู้อื่น และยังขายที่ดินที่จังหวัดสระบุรีบางส่วนให้โรงงานปูนซิเมนต์ขาวตรากิเลนด้วย โจทก์และบุตรทุกคนไม่เคยคัดค้านการจัดการทรัพย์สินของนายทองเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 28มกราคม 2520 นายทองได้จดทะเบียนให้จำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท

แสดงว่านายทองได้ถือตนว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งส่วนของตนและส่วนที่เป็นมรดกของนางบุญมาแต่ผู้เดียวตลอดมาโจทก์และบุตรทุกคนต่างยินยอมรับปฏิบัติตามต่อการกระทำของนายทองมาแต่ต้น มิได้โต้แย้งคัดค้าน พฤติการณ์ดังกล่าว แสดงว่านายทองมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนบุตรด้วยแต่ประการใด หากแต่นายทองได้ครอบครองที่ดินทั้งหมดอย่างถือตนเป็นเจ้าของผู้เดียว โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2529 เกินสินปีนับแต่เมื่อนางบุญมาตาย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในทรัพย์มรดกของนางบุญมาจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754วรรคสุดท้าย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่นายทองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสามพิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สังเวียน รัตนมุง · ประมาณ ชันซื่อ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้