Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1282/2514

พ.ศ. 2514 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับเรือแล่นมาด้วยความเร็วสูงและต่างแล่นมาตรงกลางลำน้ำ เมื่อใกล้จะสวนกันเรือทั้งสองแล่นเกือบเป็นเส้นตรงเข้าหากันในลักษณะน่ากลัวจะเกิดโดนกัน แม้จำเลยที่ 2 จะเบนหลีกไปทางขวามือ อันเป็นการปฏิบัติตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2498) ออกตามความในพระราชบัญญัติป้องกันเรือโดนกัน พ.ศ. 2497 ข้อ 19 (ก) ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ลดความเร็ว กลับขับเรือเบนเข้าเส้นทางเรือของตนทางด้านขวาในระยะกระชั้นชิด ส่วนจำเลยที่ 1 ก็มิได้ลดความเร็วทั้งมิได้เบนเข้าเส้นทางเรือของตนทางด้านขวา เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนกันแต่กลับคงแล่นตรงไป เรือจำเลยที่ 2 จึงชนตรงกราบเรือด้านขวาของเรือจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้โดยสารในเรือ จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายและบาดเจ็บเช่นนี้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองกระทำด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยทั้งสองซึ่งขับขี่เรือยนต์สวนทางกันจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จำเลยทั้งสองจึงต้องมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๑ จำเลยทั้งสองกระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกระทง คือ ก. บังอาจควบคุมเรือยนต์เพลายาวเรือ ๒ ตอน และเรือยนต์เพลายาวเรือแปะ โดยไม่ได้รับประกาศนียบัตรแสดงว่ามีความรู้จะกระทำเช่นนั้นได้ตามกฎหมาย ข. จำเลยที่ ๑ ได้ขับขี่และควบคุมเรือยนต์ดังกล่าวแล่นไปตามแม่น้ำนครนายกจากตลาดองครักษ์มุ่งไปทางประตูน้ำบางเม่า และจำเลยที่ ๒ จากประตูน้ำบางเม่ามุ่งไปทางตลาดองครักษ์โดยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นพึงมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่ทั้งสองหาได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอไม่ และโดยไม่มีความชำนาญในการควบคุมเรือยนต์โดยเมื่อเรือทั้งสองแล่นมาใกล้จะสวนกัน จำเลยทั้งสองต่างไม่เบาเครื่องยนต์ให้ช้าลง และมิได้บังคับเรือให้หลีกห่างกัน เป็นเหตุให้เรือทั้งสองชนกันโดยแรง

จนเรือล่มเป็นเหตุให้นางสาวทองเริ่มหรือทองม้วน ใจเย็นเด็กหญิงทองหล่อ ใจเย็น ซึ่งโดยสารมาในเรือลำจำเลยที่ ๑ ได้รับอันตรายถึงตายและนางสาวทองล้วน ใจเย็น ซึ่งโดยสารมาในเรือลำเดียวกันนั้นได้รับอันตรายถึงบาดเจ็บ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑, ๓๙๐, ๙๐, ๙๑ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ มาตรา ๒๗๗, ๒๘๒ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำโดยแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๓

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพข้อหาควบคุมเรือยนต์โดยไม่มีประกาศนียบัตรข้อหาเดียว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองควบคุมเรือยนต์โดยไม่มีประกาศนียบัตร และโดยความประมาท กล่าวคือ เมื่อเรือจำเลยทั้งสองแล่นมาห่างกัน ๑๐ วา จำเลยที่ ๒ ได้ขับเบนหัวไปทางขวาเพื่อเข้าสู่เส้นทางเดินเรือของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ซึ่งอาจลดความเร็วลงเพื่อให้เรือจำเลยที่ ๒ แล่นผ่านเข้าสู้เส้นทางได้ มิได้ลดความเร็วลง เป็นเหตุให้เรือจำเลยที่ ๒ พุ่งเข้าชนเรือจำเลยที่ ๑ ตรงกลางลำทางขวาจมลงนางสาวทองเริ่มหรือทองม้วน ใจเย็น และเด็กหญิงทองหล่อ ใจเย็น ได้รับอันตรายถึงแก่ความตาย และนางสาวทองม้วนได้รับบาดเจ็บ พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑, ๓๙๐ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ มาตรา ๒๗๗, ๒๘๒ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๓ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นกระทงที่หนักจำคุกจำเลยคนละ ๓ ปี

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เรือของจำเลยทั้งสองชนกันในเส้นทางเดินเรือของจำเลยที่ ๒ เมื่อแล่นตรงเข้าหากัน จำเลยที่ ๒ หักหัวเรือหลีกไปทางขวามือทางฝั่งตะวันออกของทางเดินจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นการหลีกถูกต้องตามข้อบังคับการเดินเรือ แม้จำเลยที่ ๒ จะเบาเครื่องก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการชนกัน จึงเป็นความประมาทของจำเลยที่ ๑ ฝ่ายเดียว ที่เดินเรือผิดทางพิพากษาแก้ว่าจำเลยที่ ๒ ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐, ๒๙๑ แต่มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖มาตรา ๒๗๗, ๒๘๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๓ ที่เป็นโทษกระทงเบานั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิพากษากำหนดโทษจำเลยที่ ๒ ไว้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานนี้ไปเลยโดยปรับเป็นเงิน ๖๐๐ บาท แต่มีเหตุบรรเทาโทษโดยรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับ ๓๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามมาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้นี้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่องรอยความบุบสลายของเรือยนต์ทั้งสองลำปรากฏตามบันทึกพนักงานสอบสวนหมาย จ.๙ ว่า เรือของจำเลยที่ ๑ มีร่องรอยถูกชนเสียหายคือ บังใบด้านซ้ายแตกฉีกขาดยาวประมาณ ๓ ศอก กราบขวาตรงบังใบฉีกยาวประมาณ ๑ ฝ่ามือ ที่พื้นเรือไม้รองพื้นหัก ๒ อัน ถังน้ำมันด้านซ้ายบุบโตประมาณ ๑ ฝ่ามือ ยาวประมาณ ๑ คืบ ส่วนเรือของจำเลยที่ ๒ มีรอยชนห่างหัวเรือ ๑ คืบ ทางด้านซ้ายใต้กราบประมาณ ๑ เกรียกเป็นรอยแตก ไม้หายไปยาวประมาณ ๑ คืบ กว้างประมาณ ๑ ฝ่ามือ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุเรือชนกันนั้น เรือของจำเลยที่ ๑ กำลังแล่นอยู่กลาง ๆ สายน้ำ ขณะนั้นปรากฏว่าน้ำกำลังลงน้ำในแม่น้ำนครนายกจึงไม่กว้างและลึกประมาณ ๓ ศอก

เมื่อนางสาวทองล้วนตกน้ำแล้วได้ยืนเกาะเรืออยู่ น้ำลึกแค่คอเท่านั้น พันตำรวจตรีสุนทรพนักงานสอบสวนได้ทำแผนที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.๑๐ จำเลยที่ ๒ และนางสาวทองล้วนเป็นผู้นำชี้ที่เกิดเหตุก็ปรากฏว่าเรือทั้งสองลำต่างแล่นมากลางแม่น้ำและชนกันกลางแม่น้ำ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเรือจำเลยที่ ๑ และเรือจำเลยที่ ๒ ต่างแล่นอยู่กลางแม่น้ำนครนายกด้วยความเร็วตรง หรือเกือบตรงเข้าหากันในลักษณะน่ากลัวจะเกิดโดนกัน จำเลยที่ ๒ จึงหลีกไปทางขวามือของจำเลยที่ ๒ ตามกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๔๙๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติป้องกันเรือโดนกัน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๙ (ก) ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อเรือกล (เรือเดินด้วยเครื่องจักรกล) แล่นตรงหรือเกือบตรงเข้าหากันในลักษณะที่น่ากลัวจะเกิดการโดนกัน ให้เรือแต่ละลำเปลี่ยนทางเดินหลีกไปทางขวามือของตน เพื่อเรือแต่ละลำจะได้หลีกผ่านทางกราบซ้ายซึ่งกันและกัน

ฯลฯ" แต่เรือจำเลยที่ ๒ เปลี่ยนทางเดินหลีกไปทางขวาเมื่อเรือทั้งสองลำแล่นเข้ามาใกล้กันมากและแล่นมาด้วยอัตราความเร็วสูง ทั้งเรือจำเลยที่ ๑ ก็มิได้เปลี่ยนทางเดินหลีกไปทางขวาของเรือจำเลยที่ ๑ ที่จำเลยที่ ๒ นำสืบว่าก่อนถึงที่เกิดเหตุเห็นเรือจำเลยที่ ๑ขับแล่นสวนทางมาห่างฝั่งตะวันออกประมาณ ๓ วาเศษ ส่วนจำเลยที่ ๒ ขับเรือห่างฝั่งตะวันออก ๒ วาเศษ เมื่อใกล้จะสวนทางกัน จำเลยที่ ๑ ได้เบนหัวเรือเข้ามาทางฝั่งตะวันออกจนหัวเรือทั้งสองตรงกัน จำเลยที่ ๒จึงหักหัวเรือหลบเข้าฝั่งตะวันออก เรือจำเลยที่ ๑ จึงชนเรือจำเลยที่ ๒ ทั้งเรือจำเลยที่ ๑ กระแทกกับกราบเรือของจำเลยที่ ๒ ด้านซ้าย แล้วเรือจำเลยที่ ๒ แฉลบไปติดตลิ่งด้านตะวันออก

ศาลฎีกาเห็นว่า ถ้าเรือแล่นมาชนกันในลักษณะดังที่จำเลยที่ ๒ นำสืบดังกล่าวแล้วร่องรอยความบุบสลายของเรือทั้งสองจะไม่เป็นอย่างที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ และนางสาวทองเริ่ม เด็กหญิงทองหล่อก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บถึงแก่ความตายดังกล่าวข้อนำสืบของจำเลยที่ ๒ จึงรับฟังเป็นจริงไม่ได้ สรุปแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ขับเรือด้วยความเร็วสูง ขณะที่เรือของจำเลยที่ ๒ จะสวนทางกับเรือของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ลดความเร็วและขับเรือเบนหลีกไปทางขวา เพื่อเข้าเส้นทางเดินเรือของจำเลยที่ ๒ ในระยะกระชั้นชิด และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ลดความเร็วของเรือจำเลยที่ ๑ ลง ทั้งไม่ได้เปลี่ยนทางเดินหลีกไปทางขวา แต่ได้แล่นเรือตรงไปด้วยความเร็ว

อันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ซึ่งขับขี่ควบคุมเรือยนต์สวนทางกันจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ หาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่เป็นเหตุให้เรือของจำเลยที่ ๒ ชนเรือจำเลยที่ ๑ ทำให้นางสาวทองเริ่มหรือทองม้วนและเด็กหญิงทองหล่อถึงแก่ความตาย นางสาวทองล้วนได้รับอันตรายถึงบาดเจ็บ

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้บังคับคดีโดยลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ฉัตร รัตนทัศนีย์ · ประสม เภกะสุต · จรัญ อิศระ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครนายก - นายสุทิน นนทแก้ว
ศาลอุทธรณ์ - นายสนับ คัมภีรยส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้