Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 128/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.รัษฎากรฯ มาตรา 30 (2) มิได้บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการฯ โจทก์จึงอ้างเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยยกขึ้นอุทธรณ์ไว้ได้ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการฯ เฉพาะการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากลูกหนี้รายบริษัทในเครือของโจทก์เท่านั้น ส่วนลูกหนี้รายที่เป็นกรรมการโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านแต่ประการใด เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าการที่โจทก์ให้กรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยไม่มีเหตุผลอันสมควร การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องอ้างว่าโจทก์ให้ลูกหนี้ดังกล่าวกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยมีเหตุอันสมควร จึงเป็นประเด็นที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการฯ หาใช่โจทก์อ้างเหตุเพิ่มเติมในประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ไว้แล้วไม่ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องในประเด็นนี้สำหรับลูกหนี้รายบริษัท น. กับบริษัท ซ. และบริษัท พ. นั้น แม้โจทก์อ้างแต่เพียงว่ายอดหนี้คลาดเคลื่อนทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ถือได้ว่าโจทก์โต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานสำหรับการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไว้แล้ว โจทก์จึงอ้างว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ให้กู้ยืมโดยมีเหตุอันสมควรในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลได้ เพราะเป็นการยกเหตุผลอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลเห็นว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวที่ได้โต้แย้งการประเมินไว้แล้วไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ยังมีหนี้สินต้องชำระ โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่สมควรจะให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย แม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับโจทก์ การที่โจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบริษัทดังกล่าวจึงไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวตามราคาตลาดได้ ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 65 ทวิ (4) เมื่อโจทก์ให้บริษัทต่าง ๆ และกรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดเป็นรายรับตามมาตรา 91/16 (6) และถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยแล้ว โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและการที่โจทก์ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินหลายราย ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรือเพื่อตอบแทนการทำงานของกรรมการดังที่โจทก์อุทธรณ์ ก็ถือว่าโจทก์ประกอบกิจการตามปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ โจทก์ให้บริษัท พ. และบริษัท จ. กู้ยืมเงินไปก่อนที่โจทก์จะเข้าถือหุ้นในบริษัททั้งสองเกินร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมด โจทก์กับบริษัททั้งสองจึงมิใช่บริษัทในเครือเดียวกันตามความหมายของบริษัทในเครือเดียวกันดังที่ระบุในข้อ 2 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 26/2534 โจทก์จึงมิได้รับยกเว้นไม่ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายบริษัท พ. และบริษัท จ. มาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการกำหนดผลขาดทุนสุทธิตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค0804/0577 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 1003140/2/100130 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ 1003140/6/100158-100159 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/51/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/52/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนตุลาคม 2538 และเลขที่ ศภญ. (อธ.5)/53/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนตุลาคม 2539 และงดหรือลดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่ม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1003140/6/100159 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/53/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนตุลาคม 2539 เฉพาะไม่ให้นำดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมรายบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และบริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด มาถือเป็นรายรับในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบการผลิตน้ำตาลทุกชนิดออกจำหน่าย เจ้าพนักงานประเมินหมายเรียกตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2538 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 แล้วปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่เป็นว่า รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2538 เมื่อหักผลขาดทุนสะสมที่เหลืออยู่ยกมาไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีแล้วคงเหลือขาดทุนสะสมยกไปจำนวน 106,767,097.14 บาท จากนั้นได้มีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค 0804/0577 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ให้โจทก์นำผลขาดทุนสุทธิที่ปรับปรุงแล้วเป็นผลขาดทุนสุทธิที่จะนำไปหักจากกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป

นอกจากนี้ได้มีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 1003140/2/100130 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 แจ้งการตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 ว่าได้ปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่เป็นกำไรสุทธิจำนวน 31,383,914.60 บาท ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 9,415,174.38 บาท กับเบี้ยปรับจำนวน 9,415,174.38 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวน 4,942,966.70 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 23,773,315 บาท กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1003140/6/100158 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2538 กับเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 3,065,454 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1003140/6/100159 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2539 กับเบี้ยปรับ

เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 905,205 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/51/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 ให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลง คงเรียกเก็บภาษีกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 22,644,816 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/52/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2538 ให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลงคงเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 3,056,247 บาท

คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/53/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2539 วินิจฉัยไม่ลดภาษีที่เรียกเก็บ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องในประเด็นที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ให้บริษัทน้ำตาลธนราช จำกัด บริษัทซิลเวอร์ควีน จำกัด บริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และกรรมการของโจทก์กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 โดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) มิได้บัญญัติว่าการอทุธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการดังกล่าว

โจทก์จึงอ้างเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยยกขึ้นอุทธรณ์ไว้ได้ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 4 ถึง 15 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากลูกหนี้รายบริษัทเอเซียสแตนนั่ม จำกัด บริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด บริษัทน้ำตาลธนราช จำกัด บริษัทซิลเวอร์ควีน จำกัด และบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด เท่านั้น ส่วนลูกหนี้รายที่เป็นกรรมการของโจทก์นั้น โจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านแต่ประการใดเท่ากับโจทก์ยอมรับแล้วว่าการที่โจทก์ให้กรรมการดังกล่าวกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยไม่มีเหตุอันสมควร ที่โจทก์นำคดีมาฟ้องอ้างว่าการที่โจทก์ให้ลูกหนี้ดังกล่าวกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยมีเหตุอันสมควร จึงเป็นประเด็นที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

หาใช่โจทก์อ้างเหตุเพิ่มเติมในประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ไว้แล้วไม่ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องในประเด็นนี้ สำหรับลูกหนี้รายบริษัทน้ำตาลธนราช จำกัด กับบริษัทซิลเวอร์ควีน จำกัด และบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด นั้น แม้โจทก์อ้างแต่เพียงว่ายอดหนี้คลาดเคลื่อนทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ถือได้ว่าโจทก์โต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานสำหรับการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไว้แล้ว โจทก์จึงอ้างว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์ให้กู้ยืมโดยมีเหตุอันสมควรในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลได้เพราะเป็นการยกเหตุผลอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลเห็นว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวที่ได้โต้แย้งการประเมินไว้แล้วไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจอ้างว่าการให้ลูกหนี้ทั้งสามรายดังกล่าวกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควร เพราะไม่ได้ยกเหตุผลดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบริษัทเอเซียสแตนนั่ม จำกัด บริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด บริษัทน้ำตาลธนราช จำกัด บริษัทซิลเวอร์ควีน จำกัด และบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า

บริษัททั้งห้าเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับโจทก์ ประกอบกิจการขาดทุนมาโดยตลอด งบดุลและงบการเงินของโจทก์ตั้งแต่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 31 ตุลาคม 2537 เป็นต้นมา ผลการประกอบการมีกำไร แต่ก่อนหน้านี้มีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันมาหลายปี มีหนี้สินสูงกว่าทรัพย์สิน และยังมีหนี้กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในต่างประเทศจำนวนมาก เห็นว่า โจทก์เองยังมีหนี้สินต้องชำระย่อมไม่อยู่ในฐานะที่สมควรจะให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย แม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับโจทก์ก็ตาม การที่โจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบริษัททั้งสองดังกล่าวจึงไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวตามราคาตลาดได้ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีรายรับจากการให้กู้ยืมเงินซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ให้บริษัทต่าง ๆ และกรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยมีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นว่าโจทก์ให้บริษัทต่าง ๆ และกรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงินได้ตามมาตรา 91/16 (6) แห่งประมวลรัษฎากร และถือว่าดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายรับที่ต้องนำมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะถือเกณฑ์เงินสด โจทก์ยังมิได้รับชำระดอกเบี้ยจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดเป็นรายรับตามมาตรา 91/16 (6) และถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยแล้ว โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่โจทก์ให้บริษัทต่าง ๆ และกรรมการกู้ยืมเงินมิใช่การประกอบกิจการตามปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์นั้น เห็นว่า โจทก์ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินหลายราย ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรือเพื่อตอบแทนการทำงานของกรรมการดังที่โจทก์อุทธรณ์ ก็ถือว่าโจทก์ประกอบกิจการตามปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่เพียงใด เห็นว่า สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะเจ้าพนักงานประเมินได้ลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เป็นการลดให้จำนวนมากแล้วไม่สมควรลดให้อีก ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์นำใบกำกับภาษีซื้อที่ออกโดยไม่ชอบมาถือเป็นรายจ่ายจำนวนมาก

ไม่สมควรลดเบี้ยปรับให้สำหรับเงินเพิ่มจะลดได้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจลดหรืองดได้ อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และบริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด มาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ให้บริษัททั้งสองกู้ยืมเงินก่อนเดือนพฤศจิกายน 2537 ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2538 โจทก์เข้าถือหุ้นในบริษัททั้งสองเกินร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมด เห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 ข้อ 2 ระบุว่า

"กรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะนำเงินของตนหรือนำเงินที่กู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่างกันเอง และไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ตาม ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินในกรณีเช่นนี้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ คำว่า "บริษัทในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กัน โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม"

ดังนั้น เมื่อโจทก์ให้บริษัททั้งสองกู้ยืมเงินไปก่อนที่โจทก์จะเข้าถือหุ้นในบริษัททั้งสองเกินร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมด โจทก์กับบริษัททั้งสองจึงมิใช่บริษัทในเครือเดียวกันตามความหมายของบริษัทในเครือเดียวกันที่ระบุในข้อ 2 วรรคสองของคำสั่งนี้ โจทก์จึงมิได้รับยกเว้นไม่ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และบริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด มาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทองหล่อ โฉมงาม · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้