Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ในการจดทะเบียนจำนองตามสัญญาจำนองโจทก์ได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท แก่จำเลย สัญญาจำนองจึงเป็นเพียงการทำประกันจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจำนองครั้งแรกซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) ข้อกำหนดเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ จำเลยหาต้องรับผิดตามสัญญาจำนองต่อโจทก์ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองเฉพาะส่วนของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยนำที่ดินแปลงพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,534,000 บาท โจทก์ที่ 1 คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยจดทะเบียนจำนองอีกครั้งโดยนำดอกเบี้ย 6 เดือนแรกเป็นเงิน 276,120 บาท ดอกเบี้ย 6 เดือนที่สองเป็นเงิน 325,818 บาท และดอกเบี้ย 5 เดือนสุดท้ายเป็นเงิน 320,390 บาท รวมเป็นเงิน 922,328 บาท มาจดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 920,000 บาท ตามฟ้อง สัญญาจำนองดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนอง 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของจำเลย นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของตนแก่โจทก์ที่ 1 ในวงเงิน 1,534,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองอีกในวงเงิน 920,000 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องับผิดตามสัญญาจำนองเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า ในวันจดทะเบียนจำนอง จำเลยได้รับเงินจำนวน 920,000 บาท ไปจากโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยมีตัวจำเลย นายอิศรา หวัดี และนางสนาม หวังดี เป็นพยานเบิกความว่า

จำเลยได้รับเงินตามสัญญาจำนองฉบับแรกเท่านั้น แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน จำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ย โจทก์ทั้งสองจึงคิดดอกเบี้ยทบต้นดังกล่าวแล้วให้จำเลยจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ตามจำนวนดอกเบี้ยโดยปัดเศษทิ้ง ทั้งนี้เพื่อโจทก์ทั้งสองยอมผ่อนเวลาชำระหนี้จำนองให้ จำเลยจึงยอมทำ โดยมิได้รับเงินในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 โจทก์ที่ 2 เบิกเงินจากธนาคารมาให้จำเลย ส่วนโจทก์ที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โจทก์ที่ 2 มิได้ถอนเงินจากธนาคาร แต่เป็นเงินสดที่โจทก์ที่ 2 ใช้ในการหมุนเวียนในธุรกิจโรงสี จึงน่าสงสัยว่าโจทก์ทั้งสองได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท ในการจำนองครั้งที่ 2 แก่จำเลยหรือไม่

ทั้งเมื่อพิจารณาดูจำนวนเงินโดยคำนวณอัตราดอกเบี้ยร้ยอละ 3 ต่อเดือน จากต้นเงิน 1,534,000 บาท ทุก 6 เดือนคิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองครั้งแรกถึงวันทำสัญญาจำนองครั้งที่ 2 โดยปัดเศษทิ้ง จะได้จำนวนเงินเท่ากับ 920,000 บาท ประกอบกับจำเลยกู้ยืมเงินตามสัญญาจำนองครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 1,534,000 บาท แต่จำเลยยังมิได้ชำระทั้งตนเงินและดอกเบี้ย โจทก์ที่ 1 กลับไม่ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ย แต่โจทก์กลับฟ้องเรียกตามจำนวนเงินที่จดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ทำให้สอดรับกับข้อนำสืบของจำเลยว่าเป็นการเรียกเอาเฉพาะดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธขาดเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ

ส่วนพยานจำเลยมีเหตุผลน่ารับฟัง จึงไม่น่าเชื่อว่าในการจดทะเบียนจำนองตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท แก่จำเลย ดังนั้น ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นเพียงการทำประกันจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจำนองครั้งแรกซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้