Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1272/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยตกลงยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นหลังจากผิดนัดชำระหนี้ ข้อสัญญาเรื่องดอกเบี้ยเช่นนี้ จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายในรูปดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไว้ล่วงหน้า อันถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจที่จะให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โดยขอให้โจทก์แจ้งผู้ขายผ่านธนาคารตัวแทนต่างประเทศว่า เมื่อผู้ขายส่งสินค้าลงเรือแล้วให้ผู้ขายเก็บเงินค่าสินค้าจากตัวแทนตามกำหนดระยะเวลาในเลตเตอร์ออฟเครดิต และจำเลยที่ 1 ตกลงจะชดใช้เงินค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่โจทก์ดำเนินการแทนไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยโจทก์ (ขณะทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตอัตราร้อยละ 18 ต่อปี) นับแต่วันที่สินค้ามาถึงประเทศไทยจนถึงวันชำระเสร็จ โจทก์ตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 รวม 9 ฉบับ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในต้นเงิน 550,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ย เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ทราบ พร้อมออกตั๋วแลกเงินสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่โจทก์ภายใน 360 วัน นับแต่วันที่ลงในตั๋วแลกเงินซึ่งตรงกับที่กำหนดในใบตราส่งสินค้า ต่อมาจำเลยที่ 1 ลงนามรับรองการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 9 ฉบับ และรับเอกสารจากโจทก์ไปออกสินค้าก่อน เมื่อครบกำหนดชำระเงินแก่ผู้เสียหาย โจทก์จึงจ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 และเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินที่จำเลยที่ 1 รับรอง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์เป็นต้นเงินตามตั๋วแลกเงินในเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันครบกำหนด

พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราสูงสุดนับแต่วันครบกำหนดตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน 195,537,959.64 บาท ดอกเบี้ย 122,379,401.86 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 317,917,361.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 317,917,361.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 195,537,959.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ทำสัญญากับโจทก์จริง โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ชอบเพราะในเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดแจ้ง โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันผิดนัด หากโจทก์จะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบก่อนเพราะตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 บัญญัติว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้นเป็นผู้กำหนด ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระจึงเป็นโมฆะ ฟ้องเคลือบคลุม และทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 วางเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 คุ้มมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์แล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้อีก ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 317,917,361.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 195,537,959.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราต่างๆ ตามฟ้องได้เพียงใด โดยจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ข้อ 7 ทั้งเก้าฉบับตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.11 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยโจทก์ มิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยอย่างแจ้งชัด การที่โจทก์กำหนดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดขึ้นฝ่ายเดียว โดยมิได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะ และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบเมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามฟ้อง

โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เห็นว่า โจทก์ได้นำสืบถึงประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ.2535 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 ที่ให้ธนาคารพาณิชย์อาจคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดแล้วตามเอกสารหมาย จ.18 (แผ่นที่ 1) โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินไปจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ ส่วนการประกาศเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกค้าและดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่เรียกจากลูกค้านั้น ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 เอกสารหมาย

จ.18 (แผ่นที่ 2) ข้อ 4 กำหนดว่า ให้ธนาคารพาณิชย์จัดส่งประกาศเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ธนาคารพาณิชย์ออกประกาศและให้ธนาคารพาณิชย์ปิดประกาศดังกล่าวในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของตนเองทุกแห่ง โดยมิได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งถึงอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้าทราบเป็นรายบุคคล ดังนั้น การที่โจทก์มิได้แจ้งอัตราดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสามทราบจึงไม่มีผลทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ทั้งเก้าฉบับเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.11 มีข้อตกลงข้อ 7 ความว่า "ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 1) ยินยอมชำระเงินเมื่อมีการยื่นตั๋วแลกเงินของผู้รับประโยชน์ในแต่ละจำนวนตามตั๋วแลกเงินภายใต้เอกสารเครดิตนี้

พร้อมด้วยดอกเบี้ยในตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับตามอัตราดอกเบี้ยของธนาคารท่าน (โจทก์) นับจากวันที่ออกตั๋วแลกเงินถึงวันชำระเงิน รวมตลอดทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้ายินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยธนาคารท่าน นับจากวันที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครโดยทางเรือหรือทางเครื่องบินถึงวันที่ชำระเงินตามจำนวนดังกล่าวนั้น" ซึ่งมีความหมายว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะชำระเงินตามตั๋วแลกเงินที่ออกไว้ภายใต้คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตภายในเวลาที่กำหนดไว้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในตั๋วแลกเงิน แต่ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราสูงสุดที่โจทก์กำหนดไว้ และโจทก์ได้นำสืบโดยอ้างส่งประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์ระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 รวม 13 ฉบับ ตามเอกสารหมาย

จ.18 แผ่นที่ 5 ถึงที่ 17 ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดสูงสุดตรงกันกับช่วงเวลาที่โจทก์คิดคำนวณมาตามการ์ดบัญชีแสดงภาระหนี้ตามตั๋วแลกเงินของจำเลยที่ 1 ทั้งสิบสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.17 คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้งเก้าฉบับตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.11 จึงระบุอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดอย่างแจ้งชัดแล้ว อย่างไรก็ตามโจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ต้องถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

พ.ศ.2505 เอกสารหมาย จ.18 แผ่นที่ 2 ถึงที่ 4 โดยประกาศดังกล่าวข้อ 3 (4) ให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี บวกส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนด เว้นแต่ในกรณีลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไข ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขปรากฏว่าคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ทั้งเก้าฉบับนั้น จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระเงินตามตั๋วแลกเงินที่ออกภายใต้คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ หากไม่ชำระก็เป็นการผิดนัดชำระหนี้และต้องชำระดอกเบี้ย

ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 ตกลงยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตามประกาศของโจทก์ในกรณีเช่นนี้จึงเป็นภาระชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นหลังจากผิดนัดชำระหนี้ ข้อสัญญาเรื่องดอกเบี้ยเช่นนี้จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายในรูปดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไว้ล่วงหน้าอันถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจที่จะให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยประเภทต่างๆ ตามประกาศของโจทก์เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่มีผลใช้บังคับในช่วงเวลาต่างๆ ตามเอกสารหมาย จ.18 แล้ว ปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดซึ่งคิดตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกด้วยส่วนต่างสูงสุดตามประกาศของโจทก์นั้นสูงกว่าทั้งอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีและลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี

แสดงว่าโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดไว้สูง โดยคำนึงถึงลักษณะของลูกค้าเช่นนี้ว่ามีความเสี่ยงที่โจทก์อาจได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนมากกว่าลูกค้าชั้นดี แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทำใจทก์เสียหายมากหรือมีเหตุผลอย่างไรที่ควรเรียกดอกเบี้ยผิดนัดให้สูงมากถึงอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศไว้สำหรับลูกค้าผิดนัดตามพฤติการณ์เช่นนี้ เห็นว่า การกำหนดเบี้ยปรับในรูปดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดในคดีนี้เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน การคิดดอกเบี้ยตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.19 ในระหว่างขอเลื่อนกำหนดชำระเงิน โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10.25 ต่อปี

เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามที่ขอเลื่อนแล้ว โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดเช่นเดียวกับตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.30 ที่คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดนับแต่วันครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วแลกเงิน เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทางได้เสียของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้เบี้ยปรับลดลงเหลือเพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดบวกด้วย 1 ส่วน 10 (ร้อยละ 10) ของส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดสูงสุดตามประกาศของโจทก์ นับแต่วันครบกำหนดชำระตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับในอัตราที่ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ก็ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.30 ตามจำนวนเงินที่ได้จากการเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทตามการ์ดบัญชีแสดงภาระหนี้เอกสารหมาย จ.17 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 12 ตามลำดับ สำหรับดอกเบี้ยตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.19 นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2540 ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.25 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2540 และดอกเบี้ยตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.30 นับแต่วันครบกำหนดชำระเงินแต่ละฉบับ ให้คิดตามประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์ ในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดบวกด้วย 1 ส่วน 10 ของผลต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดสูงสุด ตามที่กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าวของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาทั้งที่ประกาศไว้แล้วก่อนวันฟ้องและที่ประกาศหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยหลังวันฟ้องทุกอัตราต้องไม่เกินร้อยละ 14 ต่อปี และจำนวนดอกเบี้ยทั้งหมดคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 122,379,401.86 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ เนตรมัย · กำพล ภู่สุดแสวง · พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้