คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า นายอำเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ได้มีคำสั่งให้จำเลยออกจากที่ดินอันเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะประโยชน์ของแผ่นดิน ซึ่งจำเลยได้บุกรุกเข้าไปทำนาและครอบครองเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยเสีย จำเลยได้ทราบคำสั่งแล้วไม่ยอมออกจึงขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๓๓๔ จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นที่นาของจำเลย ฯลฯ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยผิดตามฟ้องปรับเป็นเงินคนละ ๓๐ บาท
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะประโยชน์สำหรับให้ราษฎรใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์พาหนะร่วมกันซึ่งทางอำเภอเมืองสุรินทร์ได้ประกาศเป็นที่สงวนหวงห้ามไว้ ที่รายพิพาทจึงเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) จึงอยู่ในหน้าที่ของกรมการอำเภอจะต้องคอยตรวจตรารักษามิให้ผู้ใดเกียดกันเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวตามความในมาตรา ๑๒๒ แห่ง พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ ๒๔๕๗ และประกาศหวงห้ามดังกล่าวนั้น แม้ต่อมาในภายหลังได้มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๗๘ มาตรา ๔,๕ บัญญัติว่า ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามก็ดีก็หาลบล้างถึงที่ดินซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๔ (๒) อยู่แล้วไม่ คำสั่งของนายอำเภอที่สั่งให้จำเลยออกจากที่พิพาทจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยขัดขืนจึงต้องรับผิดตามฟ้อง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน