Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12564/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะเกิดเหตุช่วงแรกที่จำเลยที่ 1 ขอโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนหันหลังให้ผู้เสียหายและขณะที่ผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือกับจำเลยที่ 1 และถูกจำเลยที่ 1 ผลักอก ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีท่าทีลุกขึ้นมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 พูดจาข่มขู่ผู้เสียหายให้ยอมทำตามคำขอของจำเลยที่ 1 และก่อนเกิดเหตุไม่นานขณะจำเลยที่ 1 ไปพูดขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้เสียหายที่ร้านเกม ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มากับจำเลยที่ 1 ด้วย แม้จำเลยที่ 2 ช่วยถอดซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ถอด ตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 วางแผนชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือจากผู้เสียหายหรือไม่ แต่การที่จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุและใกล้ชิดกับเหตุการณ์ย่อมต้องได้ยินคำพูดโต้ตอบระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 ว่า ผู้เสียหายไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ยืมโทรศัพท์มือถือและขอโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งเห็นผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปโดยมิชอบ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมคืนโทรศัพท์มือถือให้ผู้เสียหาย และเมื่อถูกผู้เสียหายยื้อแย่ง จำเลยที่ 1 ส่งโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายให้จำเลยที่ 2 รับไว้ จากนั้นจำเลยทั้งสองวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไป ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไป ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ จึงมิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 93, 83 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 อายุยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 1 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 รวม 22 ปี 6 เดือน คำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 ปี 12 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ด.ช. จ. ผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษ รู้จักและสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่สนิทสนมกับจำเลยที่ 2 ขณะผู้เสียหายกำลังเล่นเกมที่ร้านในอาคาร ซี 9 ของเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นายโทนี่ซึ่งเป็นเพื่อนผู้เสียหายได้ตามตัวผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 1 ที่มุมตึกของอาคารห่างจากร้านเกมประมาณ 10 เมตร ไปถึงพบจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันที่โต๊ะม้าหินอ่อน แล้วจำเลยที่ 1 พูดขอยืมโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมอบโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยทั้งสองออกจากที่เกิดเหตุไปโดยรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ คืนเดียวกับนายภูษิต บิดาผู้เสียหายพาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่ห้องพักของจำเลยทั้งสองที่อาคาร

ที 5 ของเมืองทองธานี และถามหาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงนำโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายมาคืน มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงเอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายถูกตามตัวมาพบจำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 พูดว่า "ขอยืมโทรศัพท์โทรได้ไหม" ผู้เสียหายยื่นโทรศัพท์ให้ จำเลยที่ 1 รับแล้วพลิกดูไปมาและพูดว่า "พี่ขอยืมจำนำหน่อยเพราะไม่มีเงิน" ผู้เสียหายบอกว่า "คงไม่ได้เดี๋ยวพ่อผมด่า" จึงขอคืน จำเลยที่ 1 ไม่คืนแต่พูดขอยืม ผู้เสียหายจึงยื่นมือจะหยิบโทรศัพท์มือถือคืนมาแต่ถูกจำเลยที่ 1 สะบัดมือและผลักอก แล้วจำเลยที่ 1 ส่งโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยทั้งสองพากันวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ขับออกไปจากที่เกิดเหตุทันที

ผู้เสียหายจึงวิ่งไปที่ร้านเกมขอยืมโทรศัพท์มือถือของเพื่อนโทรศัพท์แจ้งให้บิดาทราบ แล้วขับรถจักรยานยนต์ไปหาบิดาที่ห้อง แจ้งว่าโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายถูกลักไป จำเลยที่ 1 เองก็เบิกความรับว่าในคืนเกิดเหตุมีผู้เสียหาย บิดาผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจมาพบจำเลยที่ 1 ที่ห้องพักและถามหาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 คืนโทรศัพท์มือถือให้ แสดงว่า เรื่องที่ผู้เสียหายขอยืมโทรศัพท์ของเพื่อนแจ้งเหตุให้บิดาทราบในทันทีมิใช่คำเบิกความลอย ๆ หรือเป็นคำเบิกความเท็จดังที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา ทั้งเป็นการแสดงอยู่ว่าเรื่องที่จำเลยทั้งสองเอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปเป็นเรื่องร้ายแรงที่ผู้เสียหายตระหนกตกใจกลัว จึงรีบแจ้งเหตุให้บิดาทราบในทันทีทางโทรศัพท์ก่อนเดินทางไปพบบิดา ซึ่งหากเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำโทรศัพท์มือถือไปจำนำเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ได้เงินมาชำระค่าห้องเช่าจริง และผู้เสียหายกลัวถูกบิดาดุด่า

ก็ควรเก็บเรื่องเงียบไว้ ไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายจะต้องร้อนรนแจ้งให้บิดาทราบจนถึงขั้นดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ส่วนที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายถอดซิมการ์ดของโทรศัพท์มือถือไปแสดงว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 ยืมโทรศัพท์มือถือนั้น ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยว่า ขณะที่ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 1 เอาโทรศัพท์มือถือไป ผู้เสียหายคิดอะไรไม่ออกจึงตัดสินใจพูดขอซิมโทรศัพท์มือถือออกมา และจำใจให้โทรศัพท์มือถือแก่จำเลยที่ 1 ไปโดยขณะถอดซิมการ์ดใช้เวลานานพอสมควรเนื่องจากผู้เสียหายมือสั่นเพราะรู้สึกกลัว และเบิกความตอบโจทก์ถามติงย้ำในเรื่องเดียวกันว่า

เมื่อจำเลยที่ 1 จะเอาโทรศัพท์ไปผู้เสียหายจึงพูดว่า ขอซิมการ์ดคืนก่อนได้ไหม และด้วยความกลัวจำเลยทั้งสองจะทำร้าย เมื่อถอดซิมการ์ดออกแล้ว จึงโยนโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะม้าหินอ่อน เหตุที่กลัวจะถูกทำร้ายเพราะช่วงแรกเมื่อผู้เสียหายขอโทรศัพท์คืน แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนให้จนมีการยื้อแย่งกระชากกัน เมื่อเห็นจำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืน จึงกลัวจะถูกทำร้ายเพราะพฤติกรรมเหมือนกับจะมาปล้น เป็นคำเบิกความที่มีรายละเอียดตรงไปตรงมาชัดแจ้งว่า ผู้เสียหายมิได้ยินยอมส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้แก่จำเลยที่ 1 และด้วยเหตุนี้ผู้เสียหายจึงต้องรีบแจ้งเหตุให้บิดาทราบในทันที ทั้งโดยพฤติการณ์จำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ในร้านเกม

จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะไปพบและพูดขอยืมโทรศัพท์มือถือผู้เสียหายที่ร้านเกมได้ การที่จำเลยที่ 1 ให้นายโทนี่ไปตามผู้เสียหายมาพบที่มุมตึกเกิดเหตุโดยมีเพียงผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองเท่านั้น เชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีแผนการอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 จะทำทีพูดขอยืมโทรศัพท์มือถือผู้เสียหายมาใช้โทรศัพท์ เพื่อให้ผู้เสียหายส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 จะเผยเจตนาแท้จริงว่าจะขอยืมโทรศัพท์มือถือผู้เสียหายไปจำนำเพื่อเอาเงินมาชำระค่าเช่าห้องพัก โดยจำเลยที่ 1 มีความตั้งใจอยู่แล้วว่าหากผู้เสียหายไม่ให้ยืมและขอคืนก็จะไม่ยินยอมคืนให้ ดังนี้ เมื่อผู้เสียหายแย่งคืนจึงถูกจำเลยที่ 1 ปัดมือและผลักอก แล้วส่งโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 2 พากันหลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุ

พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้ลักเอาทรัพย์มือถือของผู้เสียหายไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไป สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่าขณะผู้เสียหายไปที่มุมตึกเกิดเหตุพบจำเลยที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 1 แต่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยว่า ช่วงแรกที่จำเลยที่ 1 ขอโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนหันหลังให้ผู้เสียหาย และขณะที่ผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือกับจำเลยที่ 1 และถูกจำเลยที่ 1 ผลักอก ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีท่าทีลุกขึ้นมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งไม่ปรากฏว่าได้พูดจาข่มขู่ผู้เสียหายให้ยอมทำตามคำขอของจำเลยที่ 1 และก่อนเกิดเหตุไม่นานขณะจำเลยที่ 1 ไปพูดขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้เสียหายที่ร้านเกม

ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มาด้วยกับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะช่วยถอดซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายด้วย ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ถอด ตามพยานหลักฐานโจทก์จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 วางแผนชิงโทรศัพท์มือถือจากผู้เสียหายหรือไม่ แต่การที่จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุและใกล้ชิดกับเหตุการณ์ย่อมต้องได้ยินคำพูดโต้ตอบระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 ว่า ผู้เสียหายไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ยืมโทรศัพท์มือถือและขอโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งเห็นผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปโดยมิชอบ ดังนี้

การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมคืนโทรศัพท์มือถือให้ผู้เสียหาย และเมื่อถูกผู้เสียหายยื้อแย่ง จำเลยที่ 1 ได้ส่งโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายให้จำเลยที่ 2 รับไว้ จากนั้นจำเลยทั้งสองวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไป ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไป ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานสนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ จึงมิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าพยานหลักฐานโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสองโดยพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น แต่ในส่วนจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่าให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 พ้นโทษฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 812/2545 ของศาลอาญาไปก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยที่ 2 จึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 86 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ให้ยกคำขอเพิ่มโทษ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อิสสระ นิ่มละมัย · กรองเกียรติ คมสัน · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสมพงศ์ วงค์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอรรจพล เพชรกาฬ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.5080/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2511/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2307/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้