Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1256/2518

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เงินที่จำเลยยินยอมให้โจทก์หักไว้เป็นเงินเพื่อเป็นประกันหนี้โจทก์ตามฟ้อง หาใช่เป็นการชำระหนี้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยไม่ เมื่อโจทก์นำเงินดังกล่าวชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แต่ไม่พอชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนครบได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ กรณีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระก็ให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยรับผิดชดใช้ให้โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับเพื่อให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน 1 แปลงเรือน 1 หลัง รวมราคา 33,700 บาทของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว โดยจำเลยยอมให้โจทก์หักเงินจำนวน 350,000 บาทซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับจากบริษัทไชน่าอินชัวรันส์(ไทย) จำกัด และโจทก์ได้รับเงินไปในวันนั้นแล้ว

โจทก์ได้ปลดหนี้จำนองให้จำเลยโดยสิ้นเชิง โจทก์ได้ดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้จำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์รวมทั้งดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความ ขอให้ศาลสั่งถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยเสียโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า เงิน 350,000 บาทเป็นเงินที่จำเลยยอมให้โจทก์หักไว้เพื่อประกันหนี้ตามฟ้อง ไม่ใช่เงินที่จำเลยยอมชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความตามคำพิพากษาให้โจทก์ครบถ้วน และการปลดจำนองให้แก่จำเลยเพราะจำเลยขอร้อง และโจทก์เห็นว่าจำเลยยอมนำเงิน 350,000 บาท ให้โจทก์ยึดไว้เป็นประกันหนี้แล้ว จำเลยทราบคำบังคับตั้งแต่วันที่16 ธันวาคม 2516 แต่ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์จึงนำเงิน 350,000 บาท ชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา แต่ไม่พอชำระหนี้ โจทก์จึงขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ที่จำเลยยังเป็นลูกหนี้โจทก์เพียงวันที่ 14 กรกฎาคม 2517 เป็นเงิน 141,889.47 บาทวันนัดพร้อม โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแถลงรับว่าเอกสารท้ายคำร้องถูกต้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่จำเป็นต้องมีการไต่สวน จึงสั่งให้งดและนัดฟังคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามเอกสารหมาย 1 ท้ายคำร้องปรากฏชัดว่าจำเลยยินยอมให้ธนาคารโจทก์หักเงินที่รับมาไว้จำนวน 350,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ตามฟ้อง หาใช่เป็นเงินที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้เต็มตามคำพิพากษา โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ ให้ยกคำร้องของจำเลยจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ตามเอกสารหมาย 1 ท้ายคำร้องมีข้อความว่าข้าพเจ้า(จำเลย)ยินยอมให้ธนาคาร(โจทก์)หักเงินที่รับมาไว้จำนวน 350,000 บาทเพื่อเป็นประกันหนี้ตามฟ้อง ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ข้อความในเอกสารนี้และมีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าเงินที่จำเลยยินยอมให้โจทก์หักไว้นั้น ก็เพื่อเป็นประกันหนี้ตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงว่าเป็นเงินที่จำเลยยินยอมให้โจทก์หักไว้เพื่อเป็นการชำระหนี้แก่โจทก์ คดีฟังได้ว่าเงินที่จำเลยยินยอมให้โจทก์หักไว้เป็นเงินเพื่อเป็นประกันหนี้โจทก์ตามฟ้อง หาใช่เป็นการชำระหนี้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยไม่ เมื่อปรากฏตามคำคัดค้านของโจทก์ว่า โจทก์นำเงิน 350,000 บาทชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แต่ไม่พอชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนครบได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยงยุทธ เลอลภ · กฤษณ์ โสภิตกุล · ธวัช สิทธิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้