Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1251/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยทั้งห้าชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 สำนวนแรกโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เรื่องละเมิดที่จำเลยที่ 5 ชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกให้การว่าการชี้แนวเขตทางของจำเลยไม่เป็นละเมิดขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้วพิพากษาว่าที่ดินยังเป็นของโจทก์ทั้งสอง มิได้ถูกเวนคืน แต่หากฝ่ายจำเลยก่อสร้างถนนบนที่ดินพิพาทแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินบนที่ดินพิพาทเสร็จแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นการยื่นคำฟ้องต่อเนื่องกันกับสำนวนแรก เพื่อเรียกร้องเอาค่าเสียหายที่ศาลฎีกามิได้พิพากษาให้ การฟ้องสำนวนหลังจึงมิได้อาศัยมูลละเมิดอันเกิดจากการก่อสร้างทางในที่ดินพิพาทมาเป็นข้ออ้างเพื่อเป็นหลักแห่งข้อหา ฉะนั้นปัญหาตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ในสำนวนหลังจึงเป็นประเด็นแห่งคดีเหมือนกันกับสำนวนแรกจึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในปัญหาดังกล่าวซ้ำอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยกเรื่องมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองขึ้นต่อสู้อีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจึงชอบแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยาและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 ตำบลคลองสามประเวศ (คลองประเวศบุรีรมย์ฝั่งเหนือ) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 8 ไร่ 8 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกระทรวง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน - หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า พ.ศ.2522 และรักษาการตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ แขวงสวนหลวง แขวงประเวศ เขตพระโขนง และแขวงคลองสองต้นนุ่น แขวงคลองสามประเวศ แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 343 สายคลองตัน

- ลาดกระบัง พ.ศ.2532 จำเลยที่ 2 เป็นกรมในกระทรวงจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ และเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ 3 เคยเป็นนายช่างแขวงการทางกรุงเทพ ของกรมจำเลยที่ 2 ปัจจุบันจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งแทนและได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืน จำเลยที่ 5 เป็นนายช่างโยธาผู้แทนของกรมจำเลยที่ 2 โดยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่าและทางแยกเข้าหนองงูเห่า พ.ศ.2522 และพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524 ประกาศใช้บังคับเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกเวนคืน เนื้อที่ 3 ไร่ 64 ตารางวา จำเลยที่ 2 แจ้งว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนตารางละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 126,400 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มรวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 326,666.08 บาท เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี แก้ไขหลักฐานตามโฉนดเลขที่ 6395 ของโจทก์ทั้งสองว่าที่ดินแปลงนี้บางส่วนเนื้อที่ 3 ไร่ 64 ตารางวา ตกเป็นของจำเลยที่ 2 (ทางหลวงสายคลองตัน-หนองงูเห่า) โดยการซื้อขาย คงเหลือเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งนัดให้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน จำเลยที่ 5 เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 2 และได้รับมอบหมายจากนายช่างแขวงการทางจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นซึ่งต่อมาคือจำเลยที่ 4 ซึ่งต่างเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยจำเลยที่ 5 กับพวกชี้เขตเวนคืนที่ดินโดยลำพัง

ทำการปักหลักไม้และหลักเขตที่ดินแสดงแนวเขตเวนคืนเกินเขตเวนคืนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา ปัจจุบันราคาไร่ละ 7,500,000 บาท ส่วนที่ดินตามเขตเวนคืนก็เกินกว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืน 25 ตารางวา ปัจจุบันราคาประมาณ 468,750 บาท โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องฝ่ายจำเลยเรื่องที่ดิน ละเมิดเรียกค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค. 152/2538 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยก่อสร้างทางบนที่ดินพิพาทไปแล้วก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6521/2541 เมื่อการก่อสร้างทางเสร็จแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้

การกระทำของจำเลยทั้งห้าซึ่งรังวัดที่ดินเกินขอบเขตและเกินกว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนรวมเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ปัจจุบันราคา 25,762,500 บาท เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสอง 25,762,500 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งห้าให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่ได้บรรยายฟ้องข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหายว่า จำเลยแต่ละคนกระทำการอย่างไรบ้างเมื่อใด ในที่ดินเนื้อที่เท่าใด ราคาที่ดินกำหนดอย่างไร ทำให้จำเลยทั้งห้าเสียเปรียบไม่เข้าใจคำฟ้องและหลงข้อต่อสู้

จำเลยที่ 5 ชี้แนวเขตไปตามแผนที่ก่อสร้าง โดยไม่ทราบว่าเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนในโฉนดแตกต่างกัน และมิได้กระทำการใดเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกเลย ทั้งไม่ได้รังวัดกับเขตที่ดินตามการชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 5 แต่อย่างไม่ได้รังวัดกับเขตที่ดินตามการชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 5 แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 5 แจ้งวางเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสองทราบและเข้าไปทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2540 เป็นต้นไป กับก่อสร้างทางตามที่แจ้งนั้น ไม่เป็นการบุกรุกแต่เป็นการกระทำโดยสุจริตตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2538

ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค.152/2538 ในมูลฟ้องเดียวกันว่าให้จำเลยใช้เงินค่าทดแทนที่ดินที่เวนคืนเนื้อที่เพิ่มขึ้น 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ตารางวาละ 1,500 บาท เป็นเงิน 2,061,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เมื่อจำเลยชำระหนี้แล้วจึงเข้าไปทำการก่อสร้างทาง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ราคาที่ดินของโจทก์ทั้งสองขณะเวนคืนไม่เกินอัตราไร่ละ 100,000 บาท เพราะไม่ได้อยู่ในแหล่งเจริญ ไม่อยู่ในทำเลเหมาะสมแก่การประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม การคมนาคมยังไม่สะดวก เป็นที่ดินว่างเปล่า มีระดับต่ำน้ำท่วมขังและไม่มีทางเข้าออก โจทก์ทั้งสองเรียกร้องค่าเสียหายตามราคาที่ดินในปัจจุบัน จึงไม่ชอบธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 18,892,500 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มีนาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองกับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 4,122,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 ตำบลคลองสามประเวศ (คลองประเวศบุรีรมย์ฝั่งเหนือ) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 8 ไร่ 8 ตารางวา ที่ดินดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงแผ่นดิน สายคลองตันหนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า

พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมาก เขตบางกระปิ แขวงสวนหลวง แขวงประเวศ เขตพระโขนง และแขวงคลองสองตันนุ่น แขวงคลองสามประเวศ แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 343 สายคลองตันลาดกระบัง พ.ศ.2532 โดยจะต้องถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่จำนวน 3 ไร่ 64 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกระทรวง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลเป็นกรมในกระทรวงจำเลยที่ 1 มีอธิบดีเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาและเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญบัตินั้น ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2537 โจทก์ทั้งสอง

เจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าของที่ดินข้างเคียง จำเลยที่ 5 ในฐานะนายช่างโยธาแขวงการทางกรุงเทพสังกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 3 นายช่างแขวงการทางกรุงเทพสังกัดจำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งแทนจำเลยที่ 3 ตั้งแต่ปี 2540) ให้ไปนำชี้เขตทางในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 และ 2 ซึ่งได้นำชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเนื้อที่เกินกว่าที่กำหนดในบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา สำหรับที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน จำเลยที่ 5 ได้ชี้แนวเขตที่ดินเกินไปอีก 25 ตารางวา รวมแล้วจำเลยที่ 5 นำชี้ที่ดินและปลักหลักหมุดในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเกินกว่าที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย

จ.4 โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 5 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ห้ามจำเลยดังกล่าวและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเนื้อที่ดิน 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา หรือชดใช้ค่าเสียหาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค. 152/2538 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยในคดีนั้นว่า การที่จำเลยที่ 4 (จำเลยที่ 5 ในคดีนี้) นำชี้และวางหลักปักหลุดในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสี่ (ในคดีนั้น) จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้วพิพากษาใจความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสอง

มิได้ถูกเวนคืน แต่หากฝ่ายจำเลยได้ก่อสร้างถนนบนที่ดินพิพาทไปแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6521/2541 ต่อมาจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 4 ได้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินบนที่ดินพิพาทเสร็จ และให้ประชาชนได้ใช้เส้นทางดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้...

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าเป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 หรือไม่โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่อันเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ทั้งสองฟ้องหน่วยงานของรัฐ คือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยตรง แต่จะฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ ปัญหาดังกล่าว แม้จำเลยทั้งห้าไม่ได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งห้าได้ยกปัญหานี้ข้ออุทธรณ์ด้วยแต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น

เห็นว่า ปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งห้าชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปตามที่จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น คดีจึงไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อีกต่อไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประการต่อไปมีว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ในคดีก่อนโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างถึงการทำละเมิดว่า จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีนั้นชี้แนวทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและเรียกค่าเสียหายแต่คดีนี้เป็นเรื่องจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทางเข้าไปในที่ดินของโจทก์

การกระทำละเมิดจึงเป็นคนละมูลกรณีกัน และก่อนที่จำเลยที่ 2 จะเข้าไปทำการก่อสร้าง จำเลยที่ 4 ได้มีหนังสือแจ้งโจทก์และนำเงินค่าทดแทนจำนวน 2,061,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ศาลชั้นต้นในคดีเดิมพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ไปวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เรื่องละเมิดที่จำเลยที่ 5 ชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ปค.143/2537 คดีหมายเลขแดงที่ ปค.152/2538 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกต่อสู้คดีว่า การชี้แนวเขตทางของจำเลยไม่เป็นละเมิดขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาดังกล่าวแล้วว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกที่นำชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้วพิพากษาใจความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา

ยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสองมิได้ถูกเวนคืน แต่หากฝ่ายจำเลยก่อสร้างถนนบนที่ดินพิพาทแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6521/2541 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินบนที่ดินพิพาทเสร็จแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกชดใช้ค่าเสียหาย เช่นนี้ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ซึ่งเป็นสำนวนหลัง จึงเป็นการยื่นคำฟ้องต่อเนื่องกันกับสำนวนแรกที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกนำชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โดยศาลฎีกาให้สิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่หากฝ่ายจำเลยได้ก่อสร้างถนนบนที่ดินพิพาทแล้ว เพื่อเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากฝ่ายจำเลยที่ศาลฎีกาในสำนวนแรกมิได้พิพากษาให้

การฟ้องสำนวนหลังจึงหาได้อาศัยมูลละเมิดอันเกิดจากการก่อสร้างทางในที่ดินพิพาทมาเป็นข้ออ้างเพื่อเป็นหลักแห่งข้อหาดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาไม่ ฉะนั้นปัญหาตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ในสำนวนหลัง จึงเป็นประเด็นแห่งคดีเหมือนกันกับสำนวนแรก เมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนเป็นคู่ความเดียวกัน และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาชี้ขาดไปแล้วสำนวนแรกว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น จึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในปัญหาดังกล่าวซ้ำอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยกเรื่องมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองขึ้นต่อสู้อีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสอง และของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 โดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติ ซึ่งจำเลยที่ 1 เคยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 เป็นตารางวาละ 18,000 บาท และนายผลทุเรียน ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4095 ไปจริง ทั้งศาลอุทธรณ์ในสำนวนแรกเคยวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 18,892,500 บาท ฉะนั้นที่ดินพิพาทควรมีราคาตารางวาละ 18,000 บาท

ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปก่อสร้างทางไม่เป็นละเมิด แต่หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิด ก็คงชำระเพียงเงินค่าทดแทนที่ถูกเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้นที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,061,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจยกเรื่องมิได้กระทำละเมิดขึ้นต่อสู้ได้ และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจริง เช่นนี้โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องละเมิดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รังวัดเอาที่ดินของโจทก์ทั้งสองเกินกว่าแนวเขตที่ดินท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ.2530 ไปสร้างทางหลวงแผ่นดินอันเป็นทางสาธารณะไปแล้ว ซึ่งโจทก์ทั้งสองไม่อาจฟ้องเรียกคืนที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ต้องเสียที่ดินดังกล่าวไป จึงมิใช่เป็นกรณีที่เรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนย่อมไม่อาจนำวิธีการชดใช้เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามกฎหมายมาบังคับดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาได้ ซึ่งค่าเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดนี้ย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่กระทำละเมิดและเป็นไปตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด การที่โจทก์ทั้งสองเรียกค่าเสียหายเป็นราคาที่ดินในปัจจุบันเทียบเคียงกับราคาที่นายผลขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4095 ให้นายพิสิฐ กับพวก เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2539 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย

จ.3 นั้น นายพิสิฐเบิกความเป็นพยานโจทก์ทั้งสองว่าที่ดินแปลงที่ซื้อจากนายผลเนื้อที่ 595 ตารางวา ราคาตารางวาละ 18,750 บาท อยู่ติดถนนสายมอเตอร์เวย์ กรุงเทพ-ชลบุรี ด้านเข้ากรุงเทพมหานคร (ส่วนที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองอยู่ด้านนอกจากกรุงเทพมหานคร) ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่น้อยกว่าที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง ทั้งไม่ปรากฏว่ารูปลักษณะของที่ดินดังกล่าวเหมือนหรือแตกต่างกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองเพียงใด ประกอบวันที่ซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวหลังเกิดเหตุละเมิดในคดีนี้ เช่นนี้ ราคาที่ดินที่นายผลขายให้นายพิสิฐจึงไม่ใช่ราคาซื้อขายที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ไม่อาจนำเอาราคาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวมากำหนดเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเลยทีเดียว

ส่วนเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นตารางวาละ 18,000 บาท ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนเอกสารหมาย จ.5 ก็เป็นเงินค่าทดแทนที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่ถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการของฝ่ายจำเลยเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 355 สายแยกทางหลวงพิเศษหมายเลข 36-บรรจบท่าอากาศยานกรุงเทพแห่งที่ 2 ตามสำเนาพระราชกฤษฎีกาฯ เอกสารหมาย ล.25 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2539 จึงมิใช่ราคาที่ดินในวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิด ส่วนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในสำนวนแรกที่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 18,892,500 บาท นั้นศาลฎีกาในคดีนั้นได้พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ส่วนนี้แล้ว จึงไม่อาจนำผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นมารับฟังว่าโจทก์ทั้งสองได้รับค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าวได้

พฤติการณ์แห่งละเมิดจึงไม่ร้ายแรงมากนัก สมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองตารางวาละ 10,000 บาท ที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา รวมเป็นเงิน 13,740,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ทั้งสองขอเป็นต้นไป ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทางพิจารณาได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นในสำนวนแรกคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค. 152/2538 มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 2,061,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 2 ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีนั้นให้ยกคำขอส่วนนี้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ขอเงินจำนวนนั้นคืน ทั้งตามคำให้การและคำฟ้องฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กล่าวถึงการวางเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว ซึ่งเงินจำนวนนี้แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเรียกว่าเป็นการชำระค่าทดแทน แต่ก็เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดในคดีนี้

ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลแล้วหรือไม่ ฉะนั้น เพื่อมิให้มีการบังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งเงินค่าทดแทนที่ได้วางไว้ในสำนวนแรกและค่าเสียหายตามคำพิพากษาในคดีนี้ซ้ำกัน ดังนั้น ในชั้นบังคับคดีหากโจทก์ทั้งสองได้รับเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้ในสำนวนแรกไปจากศาลชั้นต้นแล้ว ก็ให้นำเงินนั้นมาหักจากยอดต้นเงินที่ศาลฎีกาได้พิพากษาในคดีนี้ด้วยก่อนแล้วค่อยคำนวณดอกเบี้ยจากต้นเงินที่เหลือ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 13,740,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรุฬห์ แสงเทียน · ศิริชัย จิระบุญศรี · มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้