Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1250/2497

พ.ศ. 2497 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานสังกัดกรมการสัตว์ทหารลก จำเลยที่ 1 เป็นผู้แก้เลขจำนวนของ(ผ้าสีกาดีนวล) ในต้นขั้วใบสั่งจ่าย (จาก 107 ผืนเป็น 307 ผืน) และจำเลยที่ 1 ได้ยักยอกผ้ากากีนวลปุนอนที่เจ้าหน้าที่กองคลังจ่ายเกิน(200 ฝืนตามจำนวนที่แก้) จากฎีกาที่ตั้งเบิกไปนั้นเสีย ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและจดบัญชีสิ่งของ( แอ๊กมี่ 2) กับเขียนต้นขั้วใบสั่งจ่ายของ ใบนำออกและใบสั่งจ่ายเป็นเงิน 5,176 บาทอันเป็นราคาของผ้าจำนวน 307 ผืนตั้งแต่แรก และเมื่อลงบัญชีแอ๊กมี่ 2 จำเลยที่ 3 ยังเอาความเท็จมาแทงจำหน่ายว่าได้จ่ายผ้าให้กรมการสัตว์ทหารบกไป 307 ผืนราคา 5,176 บาทให้ตรงกันอีกโดยไม่มีข้อแก้ตัวดังนี้จำเลยที่ 3 ได้ชื่อว่าสมคบจำเลยที่ 1 กระทำความผิด อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 3 รู้อยู่ว่าฎีกา(ที่ 2/2495) ของกรมการสัตว์ทหารบกได้รับอนุญาตให้เบิกผ้าสีกากีนวลปูนอนได้เพียง 107 ผืน แต่จำเลยที่ 3 กลับนำความซึ่งรู้อยู่ว่าเท็จมาจดลงในใบสั่งจ่ายของและบัญชีแอ๊กมี่ 2 ว่าได้จ่ายผ้าสีกากีนวลปูนอนให้กรมการสัตว์ทหารบก 307 ผืนเช่นนี้จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามมาตรา 230 ไม่ใช่ตามมาตรา 133 เพราะจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด ๆ แล้วไปกระทำการเกี่ยวข้อหาผลประโยชน์หรือกำไรโดยเอาส่วนลดและกำไรในการซื้อขายหรือเข้าหุ้นส่วนกับผู้ซื้อ และไม่ใช่ตามมาตรา 317 ที่โจทก์อ้าง ความผิดของจำเลยที่ 3 คาน ม.230 นั้นมิใช่ทำต่อทรัพย์ของรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 เอาไป จึงไม่ต้องด้วย ม.89 พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร 2477 ดังนี้ศาลก็ไม่บังคับให้จำเลยที่ 3 ใช้ราคาทรัพย์ตามที่โจทก์ขอ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 320 กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 133 กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 317 พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2477 มาตรา 89

คำฟ้องและคำให้การ

โจทย์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยที่ ๔ เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกรมการสัตว์ทหารบก จำเลยที่ ๑ สังกัดกรมการสัตว์ทหารบกมีหน้าที่สิ่งของของกรมการสัตว์ทหารบกซึ่งเบิกจากคลังกรมยกกระบัติรทหารบก จำเลยที่ ๒ เป็นนายทหารประจำการมีหน้าที่รับผิดชอบในหารตรวจฎีกาเบิกของ ๆ หน่วยราชการในกองทัพบก จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นพลเรือนจำเลยที่ ๓ มีหน้าทที่ควบคุมและจดบัญชีสิ่งของ (แอ๊กมี่ ๒) กับเขียนต้นขั้วใบสั่งจ่ายของ ฯลฯ จำเลยที่ ๔ มีหน้าที่ตรวจฎีกาเบิกของ ๆ หน่วยราชการกองทัพบก เจ้ากรมการสัตว์ทหารบกยื่นฎีกาของเบิกของรวม ๖ รายการ ๆ ละ ๑๐๗ ชิ้น คือผ้าสีกากีปูนอน ๑๐๗ ผืนมุ้ง ๑๐๗ หลัง ผ้าหนาปูนอน ๑๐๗ ผืน ฯลฯ มอบให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับแทน

เมื่อเจ้าหน้าที่รับฎีกาส่งให้จำเลยที่ ๔ ตรวจตามห้าที่ จำเลยที่ ๔ บันทึกว่า "ตรวจแล้ว เบิกไม่เกินอัตรา ของมีจ่ายฉะเพาะผ้าหนาปูนอนเบิกขาดอัตรา ควรจ่ายให้ตามหมายเหตุ " ฎีกาส่งต่อไปยังจำเลยที่ ๒ ๆ บันทึกใจความอย่างเดียวกับจำเลยที่ ๔ แล้วนำเสนอหัวหน้าแผนกที่ ๑ กรมยกกระบัตรทหารบกเพื่อสั่งจ่ายตามฎีกาฉบับนั้น หัวหน้าแผนกสั่งจ่ายตามเสนอ ต่อมาจำเลยทั้งสี่มีเจตนาทุจริต คือจำเลยที่ ๓ บังอาจเอาความซึ่งรู้อยู่ว่าเป็นเท็จมาจดลงในต้นขั้วใบสั่งจ่ายของและใบสั่งจ่ายของที่ ๘๓/๒๔๙๕ ลงวันที่ ๑๔ ม.ค.๒๔๙๕ ให้จ่ายผ้าสีกากีนวลจำนวน ๓๐๗ ยืนให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งมาทำการเบิกเพื่อรับไปตามฎีกาที่กล่าข้างต้น ซึ่งหัวหน้าแผนกที่ ๑ อนุญาตให้จ่ายเพียง ๑๐๗ ผืนแล้วจำเลยที่ ๔ บังอาจเอาความที่รู้ว่าเป็นเท็จมาบันทึกในต้นขั้วใบสั่งจ่ายของและใบสั่งจ่ายของว่า

ตรวจถูกต้องแล้วที่ ๒ สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่กองคลังที่ ๒ จ่ายผ้าสีกากีนวลซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับของแทนเป็นจำนวน ๓๐๗ ผืน โดยจำเลยที่ ๒ รู้ว่ากรมการสัตว์ทหารบกของเบิกเพียง ๑๐๗ ผืนเจ้าหน้าที่กองคลังที่ ๒ จึงให้จ่ายให้แก่จำเลยที่ ๑ รับไปเกินจำนวนขอเบิก ๒๐๐ ผืนราคา ๓,๓๗๒ บาท จำเลยที่ ๑ รับไปส่งกรมการสัตว์ทหารบกเพียง ๑๐๗ ผืน ที่เหลืออีก ๒๐๐ ผืน จำเลยยักยอกเอาไปเป็นประโยชน์ของตนเสียขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๑๓๓,๒๓๐,๓๑๗, ฯลฯ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๓,๓๗๒ บาทแก่กองทัพบก ชั้นแรกจำเลยที่ ๑ รับสารภาพตามฟ้อง แต่ภายหลังให้การใหม่ว่า จำเลยที่ ๑ กระทำผิดแต่ผู้เดียวมิได้สมคบกับจำเลยอื่น ส่วนจำเลยอื่น

ๆ ปฏิเสธ ศาลทหารกรุงเทพฯ เชื่อว่าจำเลยสมคบกันทำผิดจริงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกทรัพย์และจดทะเบียนเท็จตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๑๓๓,๒๓๐ ฯลฯ ให้รวมกะทงลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนดคนละ ๕ ปี ปราณีลดโทษจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๕๔ กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๒ ปี ๖ เดือน ทั้งสี่ร่วมกันใช้ราคาทรัพย์๓,๓๗๒ บาทแก่กองทัพยกตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๗๗ มาตรา ๘๙

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลทหารกลางเห็นว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๑๓๓ พระราชกำหนดแก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๓ และมาตรา ๒๒๕ แต่การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมเดียวกัน จึงให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๒๒๕ ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๕ ปี ลดตามมาตรา ๕๙ กึ่งหนึ่งคงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ราคาทรัพย์ ๓,๓๗๒ บาทแก่กองทัพบก ส่วนจำเลยที่ ๒,๓,๔, นั้น พยานโจทก์ยังมีข้อสงสัยไม่แน่ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้อง ให้ยกฟ้อง ให้ยกฟ้องโจทก์ฉะเพาะจำเลยที่ ๒,๓,๔, อัยการโจทก์จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลทหารกรุงเทพฯ สั่งรับฎีกาโจทก์ฉะเพาะจำเลยที่ ๒,๓,๔, ส่วนฎีกาของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ และฎีกาของจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลทหารกรุงเทพฯ และศาลทหารกลางพิพากษาให้ จำคุกจำเลยที่ ๑ เพียง ๒ ปี ๖ เดือน ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๗๗ มาตรา ๔๗ สำหรับจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีปัญหามาสู่ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอันฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้แก้เลขจำนวนของในต้นขั้วใบสั่งจ่าย ใบสั่งจ่าย ใบแจ้งจำนวนของจริงและจำเลยที่ ๑ ได้ยักยอกผ้ากากีนวลปูนอนที่เจ้าหน้าที่กองคลังจ่ายเกิน(๒๐๐ ผืน) จากฎีกาที่ตั้งเบิกไปนั้นเสีย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยคงมีว่าในการนี้จำเลยที่ ๒,๓,๔, ได้กระทำอย่างใดหรือไม่ ปรากฎว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้เขียนใบสั่งจ่ายในต้นขั้ว ใบสั่งจ่ายและใบสั่งจ่ายนั้น จำเลยที่ ๓ ได้ตรวจราคาผ้ารายนี้ว่าเป็นราคา ๕๑๗๖ บาทอันเป็นราคาของผ้า ๓๐๗ ผืน ทั้งในบัญชีคุมยอดสิ่งของคือบัญชีแอ๊กมี่ ๒ ซึ่งจำเลยที่มีหน้าที่เป็นผู้ทำ จำเลยที่ ๓ ก็จดลงในบัญชีว่า จ่ายผ้า ๓๐๗ ผืนราคา ๕๑๗๖ บาท ข้อที่จำเลยที่ ๓ อ้างว่า

วานนายอินคิดราคาผ้าดังกล่าวให้แล้งจำเลยเป็นผู้ลอก จำเลยไม่ได้คิดของนั้นก็ดี และตามบัญชีแอ๊กมี่ ๒ นั้น ต่อมาปรากฎว่าบัญชีของนายเสวกเป็น ๓๐๗ ผืน จำเลยที่ ๓ เข้าใจว่าจำเลยที่ ๓ ลงบัญชีของนายเสวกเป็น ๓๐๗ ผืน จำเลยที่ ๓ เข้าใจว่าจำเลยที่ ๓ ลงบัญชีผิดไป จึงทำบัญชีแอ๊กมี่ ๒ ขึ้นใหม่ให้ยอดตรงกับคลัง ข้ออ้างของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ได้ เพราะขณณะนายอินและนายเสวกมาเบิกความเป็นพะยานจำเลยที่ ๓ ก็มิได้ถามเกี่ยวกับข้อที่จำเลยอ้างนี้ให้ปรากฎ ทั้งหลักฐานที่หยิบยกขึ้นแก้นี้ก็มิได้อ้างมาเป็นพะยาน เห็นว่าจำเลยที่ ๓ คิดราคาผ้าใส่ไว้ในต้นขั้วใบสั่งจ่ายและใบสั่งจ่ายเป็นเงิน ๕๑๗๖ บาทอันเป็นราคาของผ้าจำนวน ๓๐๗ ผืนตั้งแต่แรกและเมื่อลงบัญชีแอ๊กที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ก็ยังเอาความเท็จมาแทงจำหน่ายว่าได้จ่ายผ้าให้กรมการสัตว์ทหารบกไป ๓๐๗ ผืนราคา ๕๑๗๖ บาทให้ตรงกันอีก จึงควรเชื่อว่าจำเลยที่ ๓ ได้สมคบกับจำเลยที่ ๑ ในการกระทำผิดนี้

ส่วนจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ คดียังฟังเอาแน่ไม่ได้ว่าได้สมคบกับจำเลยมรา ๑ ที่ ๓ ควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ปัญหาคงเหลืออยู่ว่าจำเลยที่ ๓ มีความผิดฐานใดบ้าง ความผิดของจำเลยที่ ๓ ไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๓๓ เพราะจำเลยที่ ๓ ไม่ใช่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด ๆ แล้วไปกระทำการเกี่ยวข้องหาผลประโยชน์หรือกำไรโดยเอาส่วนลดและกำไรในการซื้อขายหรือเข้าหุ้นส่วนกับผู้ซื้อดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ และไม่ใช่ความผิดตามมาตรา ๓๑๗ ที่โจทก์อ้าง แต่จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ที่จะต้องออกใบสั่งจ่ายของและบัญชีแอ๊กมี่ ๒ ซึ่งเป็นบัญชีควบคุมยอดสั่งของในคลัง จำเลยที่ ๓ รู้อยู่ว่า ๒/๒๔๙๕ ของกรมการสัตว์ทหารบกได้รับอนุญาตให้เบิกผ้าสีกากีนวลปูนอนได้เพียง ๑๐๗ ผืน แต่จำเลยที่ ๓ กลับนำความซึ่งรู้อยู่ว่า เป็นความเท็จมาจดลงในใบสั่งจ่ายของและบัญชีแอ๊กที่ ๒ ว่าได้จ่ายผ้าสีกากีนวลปูนอนให้กรมการสัตว์ทหารบก ๓๐๗ ผืน จำเลยที่ ๓ จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๓๐

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลทหารกลางว่าจำเลยที่ ๓ มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๓๐ ให้จำคุก ๕ ปี นอกจากนี้ยืน อนึ่งความผิดของจำเลยที่ ๓ ตามมาตรา ๒๓๐ นั้นมิใช่ทำต่อทรัพย์ของรัฐบางที่จำเลยที่ ๑ เอาไป จึงไม่ต้องด้วยมาตรา ๘๙ พระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๗๗ ดังนี้ศาลก็ไม่บังคับให้จำเลยที่ ๓ ใช้ราคาทรัพย์ตามที่โจทก์ขอ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประศาสน์วินิจฉัย · มนูภันย์วิมลสาร · พิบูลย์ไอศวรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 231/2503

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นเจ้าพนักงานทำการทุจริตต่อหน้าที่ และจดหลักฐานเท็จ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยได้รับแต่งตั้ง จากอธิบดีกรมชลประทานให้เป็นช่างบังคับหมู่เขื่อนระบายน้ำโพธิ์เตี้ย มีหน้าที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1981/2500

ผู้ควบคุมการไฟฟ้าเทศบาลได้มอบหมายให้จำเลยซึ่งเป็นช่างสายให้ช่วยเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้าด้วย เช่นนี้ถือว่า ในเรื่องการเก็บเงินดังที่ได้รับมอบหมายถือว่าเป็นหน้าที่ ฉะนั้นเมื่อจำเลยยักยอกเอาเงินนั้นไปก็ฟ้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 771/2490

ฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงให้เขาส่งทรัพย์ให้โดยมีเจตนาฉ้อโกง หรือมิฉะนั้นจำเลยคิดทุจจริตยักยอกทรัพย์ที่เขามอบให้ ขอให้ลงโทษตาม ม. 304,314 ดังนี้ ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ฟ้องเรื่องยักยอกหรือฉ้อโกงโจทก์หาว่าจำเล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้