คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายยุงหรือพยุงกับพวกพยายามฆ่าโจทก์ โจทก์แจ้งความไว้โดยอ้างจำเลยเป็นพยานชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๐๔
จำเลยให้การต่อพันตำรวจตรีสุวินพนักงานสอบสวนว่า จำเลยเห็นนายยุงถือปืนเมาเชอร์ต่อด้ามด้วยมือสองข้าง ยกขึ้นประทับอกเล็งจ้องมาทางพระกล้าฯ(โจทก์) ต่อมาวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๐๔ จำเลยแจ้งความเท็จต่อพันตำรวจตรีสุวินพนักงานสอบสวนว่า ข้าฯไม่เห็นนายยุงหรือพยุงยกปืนขึ้นประทับบ่าหรือเล็งจ้องมาทางพันตำรวจเอกพระกล้าฯ แต่อย่างไร เห็นแต่นายยุงถือปืนทำท่าจะลงเรือเท่านั้น พันตำรวจเอกพระกล้าฯ บอกให้ข้าพเจ้าให้การดังนั้น ข้าฯมีความเกรงใจเพราะเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงให้การคล้อยตามไป อันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์เสียหาย โดยพนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์สั่งไม่ฟ้อง ปล่อยนายยุงหรือพยุงไป เป็นเหตุให้คนทั้งหลายดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗,๑๗๒,๒๐๐
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จในคดีที่โจทก์เป็นผู้กล่าวหา หากข้อเท็จจริงฟังได้ดังฟ้องว่า การที่พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ไม่ฟ้อง ปล่อยนายยุงหรือพยุงผู้ต้องหาไป เนื่องมาจากการแจ้งความเท็จของจำเลย ทั้งจำเลยยังกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้บอกให้จำเลยให้การอีก นับว่าโจทก์ได้รับความเสียหายด้วยคนหนี่ง จึงมีอำนาจฟ้อง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิจารณาสั่งไปตามกระบวนความ