คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 91พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7, 27ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงไป 5,800 บาทและยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายด้วย
จำเลยให้การรับสารภาพ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามฟ้องจำคุก 2 ปี และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด 3ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงไป 5,800 บาท และยกฟ้องสำหรับความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาว่าตามฟ้องของโจทก์จำเลยได้กระทำความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2511 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจัดหางานโดยตั้งสำนักงานจัดหางานและโฆษณาชักชวนประชาชนให้มาสมัครทำงานที่สำนักงานของจำเลยในตำแหน่งต่าง ๆ โดยเรียกและรับเงินค่าบริการ แต่ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โจทก์บรรยายฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยโดยทุจริตหลอกลวงประชาชนทั่วไปโดยได้ตั้งสำนักงานจัดหางานดังกล่าวขึ้น แล้วประกาศโฆษณาแก่ประชาชนทั่วไป รับสมัครคนหางานในตำแหน่งต่าง
ๆ อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานจำเลยไม่ประสงค์ที่จะจัดหางานดังกล่าวอย่างจริงจังและไม่มีงานที่จะให้คนมาสมัครงานทำดังที่ประกาศโฆษณาไว้แต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่ตั้งสำนักงานจัดหางานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อหลอกให้ประชาชนหลงเชื่อมาติดต่อกับจำเลยแล้วจะได้หลอกเอาเงินค่าสมัครงานและค่าบริการต่าง ๆ จากประชาชน เช่นนี้แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่อ้างการจัดตั้งสำนักงานจัดหางานมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2511 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.