Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1247/2514

พ.ศ. 2514 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อายุความบอกล้างสัญญาประกันภัยตอนแรกของมาตรา 865 วรรคสองนั้นหมายถึงว่า ผู้รับประกันภัยต้องใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตซึ่งผู้ตายทำไว้กับบริษัทจำเลยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2509 พร้อมด้วยรายงานของนายแพทย์โรงพยาบาลผู้รักษาผู้ตายครั้งสุดท้ายว่า ผู้ตายป่วยเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่และตายด้วยโรคดังกล่าว และได้ระบุไว้ในรายงานนั้นอีกว่าผู้ตายเคยรับการผ่าตัดด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นเวลาก่อนผู้ตายเอาประกันชีวิตไว้กับบริษัทจำเลย เช่นนี้ถือว่าบริษัทจำเลยย่อมมีเหตุควรทราบได้แล้วว่าผู้ตายได้ปกปิดข้อความจริงดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2509 บริษัทจำเลยจะอ้างว่ารายงานแพทย์ดังกล่าวนั้น ยังไม่แน่นอน บริษัทจำเลยยังต้องสืบสวนต่อไปจนได้ความจริงแน่นอนเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2509 ว่าผู้ตายได้ป่วยและรับการผ่าตัดด้วยโรคดังกล่าวมิได้ เพราะอายุความกฎหมายกำหนดให้เริ่มนับแต่วันที่ทราบมูลอันจะบอกล้างได้เท่านั้นมิใช่เริ่มนับแต่วันที่ทราบความจริง ฉะนั้นเมื่อบริษัทจำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2509 ซึ่งเป็นเวลาเกินหนึ่งเดือนแล้วกรมธรรม์ประกันชีวิตจึงมีผลบังคับบริษัทจำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๐๘ นางนพรัตน์ วิงประวัติ ได้ทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด สาขานครสวรรค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยแบบสะสมทรัพย์เป็นจำนวนเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดระยะเวลาประกัน ๒๐ ปี ต้องชำระเบี้ยประกันภัยทุกงวด ๓ เดือน งวดละ ๑,๘๘๖.๔๐ บาท ปรากฏตามกรมธรรม์ประกันชีวิตเลขที่ ๓๑๘๙๕๒ โดยโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ ต่อมานางนพรัตน์ผู้เอาประกันชีวิตถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๙ โจทก์ได้มอบหลักฐานต่าง ๆ แก่นางเบญจา วัยวุฒิ ผู้รักษาการแทนบริษัทสาขาจำเลยขอรับเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต แต่จำเลยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าถ้อยคำที่นางนพรัตน์ให้ไว้ในคำขอเอาประกันชีวิตและใบตรวจสุขภาพไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นการผิดคำรับรองอันถือว่าเป็นสารสำคัญแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิตและเป็นความผิดของผู้เอาประกัน

ก่อนบริษัทจำเลยจะรับประกันชีวิตก็ได้ส่งแพทย์ทำการตรวจร่างกายของผู้เอาประกันชีวิตแล้วหากผิดพลาดจากความจริงก็เป็นเพราะความผิดพลาดของแพทย์ของจำเลยซึ่งควรจะได้รู้หากได้ใช้ความระมัดระวังอันพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน จำเลยมิได้บอกล้างสัญญาภายในกำหนดระยะเวลา ๑ เดือนนับแต่วันที่โจทก์ได้แจ้งรายละเอียดสาเหตุการตายของผู้เอาประกันชีวิตให้ผู้รับประกันชีวิตทราบมูลอันจะบอกล้างได้ จึงถือว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับไปตามมาตรา ๘๖๕ วรรค ๒ จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามสัญญา ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินประกันชีวิตจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๕ เดือน เป็นเงิน ๓,๗๕๐ บาท กับต่อจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยรับประกันชีวิตนางนพรัตน์ วิงประวัติ ผู้ตายในวงเงินประกัน ๑๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยได้รับแจ้งพร้อมหลักฐานจากโจทก์เพื่อเรียกร้องเงินประกันชีวิตเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๙ ว่านางนพรัตน์ตายด้วยโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๙ จำเลยสงสัยการตายของนางนพรัตน์หลังจากทำสัญญาประกันชีวิตเพียงปีเศษจึงสืบสวนสาเหตุและทราบความจริงเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๐๙ ว่าก่อนที่จะเอาประกันชีวิตไว้กับจำเลยนั้น นางนพรัตน์ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้เคยได้รับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลมาหลายครั้ง ทั้งยังเคยได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับโรคดังกล่าว เมื่อนายแพทย์ของจำเลยตรวจสุขภาพและสอบถามประวัติเพื่อพิจารณาคำขอเอาประกันชีวิตนั้น

นางนพรัตน์รู้ตัวดีว่าเป็นโรคนี้อยู่แล้วแต่ละเว้นเสียไม่เปิดเผย ข้อความจริงเกี่ยวกับการที่ตนป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้และเคยได้รับการผ่าตัดมาแล้วให้แพทย์ของจำเลยทราบทั้งแจ้งเท็จว่าไม่เคยเจ็บป่วยใด ๆ มาก่อนและสุขภาพไม่ทรุดโทรม ซึ่งหากจำเลยรู้มาก่อนว่านางนพรัตน์ป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้และเคยได้รับการผ่าตัดมาแล้ว จำเลยก็จะไม่รับประกันชีวิตนางนพรัตน์โดยเด็ดขาด การที่นางนพรัตน์ปิดบังความจริงและแถลงข้อความอันเป็นเท็จแก่นายแพทย์ของจำเลยเป็นการฉ้อฉลให้จำเลยเข้าทำสัญญาด้วยนิติกรรมสัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆียะจำเลยเพิ่งทราบความจริง เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๐๙ ภายหลังจากได้สืบสอบแล้ว และได้บอกล้างกรมธรรม์ไปยังโจทก์เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นการบอกล้างภายในกำหนด ๑ เดือน กรมธรรม์สัญญาจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่ต้องใช้เงินตามกรมธรรม์สัญญา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณา ๒ ประเด็น คือ ๑. นางนพรัตน์ปิดบังความจริงหรือแถลงข้อความเท็จเรื่องที่เคยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้แก่แพทย์ของจำเลยเมื่อขอเอาประกันจริงหรือไม่ และประเด็นข้อนี้ฟังได้ว่านางนพรัตน์ได้ปิดบังความจริงและแถลงข้อความเท็จเรื่องที่ตนเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้มาก่อนต่อนายแพทย์ของจำเลยนิติกรรมประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆียะ ๒. จำเลยบอกล้างกรมธรรม์ประกันชีวิตภายในกำหนด ๑ เดือนนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบมูลอันจะบอกล้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ วรรค ๒ หรือไม่ ประเด็นข้อนี้ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมเกิน ๑ เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างได้แล้ว สิทธิบอกล้างจึงระงับไป กรมธรรม์ประกันชีวิตมีผลบังคับจำเลยต้องใช้เงินให้โจทก์ พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน ๑๒๓,๗๕๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในต้นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยบอกล้างภายในกำหนด ๑ เดือน สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆะ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ในชั้นฎีกามีประเด็นวินิจฉัยข้อเดียวว่า บริษัทจำเลยใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมภายในกำหนด ๑ เดือนนับแต่วันที่บริษัทจำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ หรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว โจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ตามกรมธรรม์สัญญาประกันชีวิตที่นางนพรัตน์ผู้ตายทำไว้กับบริษัทจำเลยเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๙ โจทก์ได้ยื่นตามแบบฟอร์มของบริษัทจำเลย โดยเฉพาะโจทก์ได้ยื่นรายงานของนายแพทย์โรงพยาบาลวชิระผู้รักษานางนพรัตน์ผู้ตายครั้งสุดท้ายจนถึงแก่ความตาย ว่านางนพรัตน์ป่วยเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่และตายเพราะมะเร็งลุกลามไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนายแพทย์ได้ระบุไว้ในรายงานนั้นอีกว่าผู้ตายเคยรับการผ่าตัดด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลศิริราชมา ๒ ปีก่อน

ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อบริษัทจำเลยได้รับรายงานของแพทย์ดังกล่าว บริษัทจำเลยย่อมมีเหตุควรทราบได้แล้วว่านางนพรัตน์เคยป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และเคยรับการผ่าตัดด้วยโรคนี้มาแล้ว และนางนพรัตน์ปกปิดความจริงดังกล่าวเสีย ซึ่งเป็นสารสำคัญที่บริษัทจำเลยจะไม่รับประกันชีวิตนางนพรัตน์หากนางนพรัตน์บอกความจริง ดังนั้น จึงฟังได้ว่าบริษัทจำเลยได้ทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้แล้วตั้งแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์แจ้งขอรับประโยชน์จากการเอาประกันชีวิตนางนพรัตน์พร้อมทั้งแสดงรายงานของแพทย์ว่านางนพรัตน์ตายด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ บริษัทจำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อวันที่ ๑๑ตุลาคม ๒๕๐๙ เกินหนึ่งเดือนแล้ว บริษัทจำเลยจึงหมดสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ วรรค ๒ กรมธรรม์ประกันชีวิตที่นางนพรัตน์ผู้ตายทำไว้กับบริษัทจำเลยโดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จึงมีผลบังคับจำเลย

ที่จำเลยฎีกาว่า รายงานแสดงเหตุการตายของนางนพรัตน์โดยนายแพทย์โรงพยาบาลวชิระศาลหมาย จ.๑ ที่ว่า นางนพรัตน์ตายด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเคยรับการผ่าตัดโรคมะเร็งมาจากโรงพยาบาลศิริราช ๒ ปีก่อนนั้นยังไม่แน่นอน บริษัทจำเลยจึงต้องสืบสวนข้อเท็จจริงเสียให้แน่นอนจนได้ความจริงว่านางนพรัตน์เคยป่วยและรับการผ่าตัดก่อนจะมาขอเอาประกันชีวิตกับบริษัทจำเลย ซึ่งบริษัทจำเลยทราบแน่นอนเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๐๙ จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว บริษัทจำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมภายในกำหนดหนึ่งเดือนนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ ให้เริ่มนับแต่วันที่ทราบมูลอันจะบอกล้างเท่านั้น มิใช่ให้เริ่มนับแต่วันที่ทราบความจริงดังที่บริษัทจำเลยฎีกา

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธรรม วรรณแสง · จำรูญ โชติรัต · ถนอม ครูไพศาล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสงวน สิทธิไชย
ศาลอุทธรณ์ - นายธวัช สิทธิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้