คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันรั้วต้นมะขามเทศของนายสวยเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘, ๘๓
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ฟันและอ้างว่าต้นมะขามเทศนั้นนางละม่อมมารดาจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ปลูกร่วมกับนางละม่อม และนางละม่อมเป็นคนฟันเอง คดีได้ความว่า นายสวย กับจำเลยที่ ๑ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยต่างก็เป็นบุตรของนางละม่อม ส่วนจำเลยที่ ๒,๓ เป็นบุตรของจำเลยที่ ๑
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังว่าจำเลยตัดฟันต้นมะขามเทศ แต่ต้นมะขามเทศนั้นเป็นของนางละม่อมเพราะปลูกอยู่บนที่ดินของนางละม่อมจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน เมื่อนางละม่อมมิได้ร้องทุกข์ โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่า แม้จะฟังว่าต้นมะขามเทศเป็นส่วนควบของที่ดิน แต่นายสวยก็เป็นผู้ครอบครองต้นมะขามเทศนั้น นายสวยจึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์มีอำนาจฟ้องได้ตามฎีกา ๔๒๐/๒๕๐๕ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า นางละม่อมเป็นคนฟันต้นมะขามเทศของตนเอง จำเลยไม่ได้ตัดฟัน จึงพิพากษายกฟ้องยืนตามศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่าคดีนี้ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ตัดฟัน ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยไม่ได้ตัดฟัน เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๔ ข้อเท็จจริงต้องฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าจำเลยเป็นผู้ตัดฟัน และนายสวยเป็นผู้ครอบครอง ต้นมะขามเทศรายนี้อยู่ ย่อมเป็นผู้เสียหาย โจทก์มีอำนาจฟ้องได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๔ ที่บัญญัติว่า "ถ้ามีอุทธรณ์แต่ในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ๆ ศาลอุทธรณ์จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน" นั้น
ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์จะต้องฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนนั้น หมายเฉพาะข้อเท็จจริงที่ใช้ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่มีอุทธรณ์เท่านั้น โดยเฉพาะคดีนี้ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายได้อาศัยปลูกเรือนอยู่ในที่ดินของนางละม่อมมารดา และผู้เสียหายได้ปลูกต้นมะขามเทศลงในที่ดินนั้นเพื่อทำเป็นรั้วล้อมบ้านเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่นั้นจะถือเป็นยุติไม่ได้ ฉะนั้น ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้ว่าจำเลยมิได้เป็นคนฟัน และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริงได้ อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นว่า ฎีกาของโจทก์พอถือได้ว่าเป็นฎีกาโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย และโจทก์มีนางจุ่นและเด็กชายไพศาลเบิกความรับรองว่า
จำเลยทั้งสามเป็นผู้ตัดฟัน เรื่องนี้เหตุเกิดเวลากลางวันและกรณีเป็นเรื่องตัดฟันรั้วต้นมระขามเทศยาวตั้ง ๒๘ วาเศษ ไม่น่าเชื่อว่านางละม่อมซึ่งมีอายุตั้ง ๗๓ ปี จะมีกำลังสามารถตัดฟันจนสำเร็จได้ด้วยลำพังคนเดียวดังจำเลยนำสืบ ฉะนั้น ศาลฎีกาจึงพังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามเป็นผู้ตัดฟันต้นมะขามเทศนั้นแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางละม่อมเป็นเจ้าของที่ดินและต้นมะขามเทศที่ถูกจำเลยฟัน ฉะนั้น แม้จำเลยจะเป็นคนฟัน แต่เมื่อนางละม่อมมิได้ร้องทุกข์ นายสวยซึ่งอาศัยสิทธิของนางละม่อมจึงไม่อาจร้องทุกข์ในคดีนี้ได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.