Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12338/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำทีเป็นเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ โดยพวกของจำเลยถามจำเลยว่าในกระเป๋ามีทองเต็มใช่หรือไม่ จำเลยเปิดกระเป๋าสตางค์ออกดู ผู้เสียหายมองเห็นทองรูปพรรณในกระเป๋า 3 ถึง 4 เส้น จำเลยพูดว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท แต่อย่าบอกผู้ใด และบอกให้ผู้เสียหายถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องเอามารวมไว้ในห่อผ้าเช็ดหน้า แล้วผูกผ้าเช็ดหน้าให้ผู้เสียหายถือไว้และให้ยืนรอ โดยจำเลยจะนำเงินมาให้ ผู้เสียหายรออยู่ 1 ชั่วโมง จำเลยไม่กลับมา ผู้เสียหายแกะห่อผ้าเช็ดหน้าออกดู พบว่ามีเงินเหรียญบาท 32 เหรียญ ดังนี้จำเลยกับพวกมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรก การที่จำเลยหลอกลวงว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท และให้ถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องเอามารวมไว้ ล้วนเป็นการใช้กลอุบายเพื่อให้ได้ไปซึ่งสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะหลงเชื่อ แต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องให้แก่จำเลย สาเหตุที่จำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้ เชื่อว่าเกิดจากการสับเปลี่ยนห่อผ้าเช็ดหน้า ซึ่งเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงและลักทรัพย์ก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยให้เป็นไปตามอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และ 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 341 ริบห่อผ้าเช็ดหน้าพร้อมเงินเหรียญบาท 32 เหรียญ ของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องราคา 15,620 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทอง (ที่ถูก พระเครื่อง) ราคา 15,620 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้าย 3 คน ร่วมกันหลอกลวงเอาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่อง 1 องค์ ราคารวม 15,620 บาท ของผู้เสียหายไป มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 8 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายกำลังเดินเลือกซื้อของที่ตลาดนัดอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาถามผู้เสียหายว่าเห็นกระเป๋าสตางค์หรือไม่ ผู้เสียหายบอกว่าไม่เห็นและเดินซื้อของต่อไป ต่อมามีหญิงอีกคนหนึ่งเดินมาข้าง ๆ ผู้เสียหาย และจำเลยเดินเข้ามาสมทบ หญิงคนดังกล่าวถามจำเลยว่า

"อ้วนเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ ในกระเป๋ามีทองเต็มใช่หรือไม่" จำเลยเปิดกระเป๋าออกดู ผู้เสียหายมองเห็นทองรูปพรรณในกระเป๋า 3 - 4 เส้น จำเลยพูดว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท แต่อย่าบอกให้ผู้ใด จากนั้นพากันเดินมาบริเวณหน้าศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธ จำเลยบอกให้ผู้เสียหายถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องที่ห้อยอยู่เอามารวมไว้ในห่อผ้าเช็ดหน้าแล้วผูกผ้าเช็ดหน้าให้ผู้เสียหายถือไว้ และให้ยืนรออยู่บริเวณดังกล่าว โดยจำเลยจะนำเงินมาให้ แล้วจำเลยกับหญิงคนดังกล่าวเดินออกไป ผู้เสียหายรอประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่มีผู้ใดกลับมาจึงแกะผ้าเช็ดหน้าออกดูพบว่ามีแต่เงินเหรียญบาท 32 เหรียญ ผู้เสียหายเดินไปด้านหลังบริเวณศาลเจ้าพบกับจำเลยและบอกจำเลยให้คืนสร้อยคอทองคำแก่ผู้เสียหาย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า

ขณะถูกหลอกให้ถอดสร้อยคอทองคำนำมาห่อรวมกันในผ้าเช็ดหน้านั้น ใช้เวลาประมาณ 5 นาที เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเป็นขั้นเป็นตอนโดยลำดับเรื่องราวได้สมเหตุผล ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันผู้เสียหายมีโอกาสเห็นจำเลยในระยะใกล้ชิดและเป็นเวลานานพอสมควร เนื่องจากผู้เสียหายพบจำเลยที่เต็นท์ขายเสื้อผ้าและได้พูดคุยกับจำเลยก่อนที่จะพากันเดินไปบริเวณหน้าศาลเจ้า หลังเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายแกะผ้าเช็ดหน้าออกดูรู้ว่าไม่มีสร้อยคอทองคำและพระเครื่อง เมื่อเห็นจำเลยผู้เสียหายก็วิ่งไปดึงเสื้อจำเลยไว้พร้อมบอกให้คืนสร้อยคอทองคำให้ในทันทีและเมื่อเห็นคนรู้จักก็ร้องขอให้ช่วยและให้ช่วยแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจด้วย

นอกจากนี้ยังได้ความจากคำให้การของนางสุพิน ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่าจำเลยมีลักษณะรูปร่างใหญ่สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความว่า ขณะที่จำเลยกับพวกเดินมาข้าง ๆ ผู้เสียหาย พวกของจำเลยเรียกจำเลยว่า อ้วน ถือได้ว่าจำเลยมีลักษณะรูปร่างพิเศษที่ทำให้ผู้เสียหายจดจำได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุผู้เสียหายก็แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่า จำเลยเป็นคนเอาสร้อยคอทองคำไป ทั้งยังบอกรายละเอียดตำหนิรูปพรรณคนร้ายอีกคนหนึ่งให้เจ้าพนักงานตำรวจสเก็ตซ์ภาพไว้ โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง

แม้ภายหลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้หลบหนีออกจากบริเวณตลาดนัดทันทีและไม่พบสร้อยคอทองคำรวมทั้งพระเครื่องของผู้เสียหายที่ตัวจำเลย แต่ก็อาจเป็นเพราะจำเลยมอบให้พวกของจำเลยนำออกไปจากบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยต้องรีบหลบหนีไปก็เป็นได้ พยานจำเลยที่นำสืบนอกจากจะเป็นญาติและคนรู้จักกับจำเลยแล้ว พยานแต่ละปากก็เพียงแต่เบิกความลอย ๆ จึงไม่น่าเชื่อถือ ไม่พอให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกเอาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องของผู้เสียหายไป การที่จำเลยกับพวกมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกและต่อมามีการหลอกลวงว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท และให้ถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องมารวมไว้

ล้วนเป็นการใช้กลอุบายเพื่อให้ได้ไปซึ่งสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะหลงเชื่อ แต่ผู้เสียหายก็มิได้มีเจตนาส่งมอบสร้อยคอและพระเครื่องให้แก่จำเลย สาเหตุที่จำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้น่าเชื่อว่าเกิดจากการสับเปลี่ยนห่อผ้าเช็ดหน้า ซึ่งเป็นการแย่งกรรมสิทธิทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงและลักทรัพย์ก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยให้เป็นไปตามอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 แต่ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลียว พลวิเศษ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลแขวงอุดรธานี - นายศักดา วัตตธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสันทัด สุจริต
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.5917/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2255/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3415/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้