Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ลงชื่อในใบสั่งซื้อรถยนต์จากจำเลยในนามส่วนตัวโดยมิได้ระบุว่าทำแทนผู้ใด แม้โจทก์จะใช้ข้อความในหนังสือบอกเลิกสัญญาว่าบริษัท ม. จำกัด ได้จองรถไว้ก็เป็นเพราะความเข้าใจผิดของโจทก์เอง เนื่องจากโจทก์มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวจึงอาจใช้ตำแหน่งปะปนกับกิจการส่วนตัว ดังนั้น ถือว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยในนามส่วนตัว โจทก์ซื้อรถจากจำเลยโดยนำรถเก่าของโจทก์ให้จำเลยตีราคาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของราคารถใหม่ที่จะซื้อ เมื่อปรากฏว่าจำเลยตีราคารถเก่า 330,000 บาท และรับรถไปแล้ว การที่โจทก์ขอเปลี่ยนรถคันที่ซื้อใหม่และจำเลยยอมคืนเงินให้โจทก์ 300,000 บาท โดยนำเงินส่วนที่เหลือ 30,000 บาท รวมกับเช็คเงินสดจำนวน 50,000บาทที่โจทก์มอบแก่จำเลยแล้วเป็นการวางมัดจำรถคันใหม่ที่ขอเปลี่ยนดังนี้ การตีราคารถเก่าเพื่อขายรถใหม่จึงสิ้นสุดไปแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ในสิ่งต่าง ๆ ที่จำเลยทำลงในรถเก่าที่โจทก์นำมาตีราคา.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อรถยนต์วอลโว 264 จี แอล อี จำนวน 1 คันพร้อมอุปกรณ์จากจำเลยในราคา 800,000 บาทเศษ โดยโจทก์ชำระราคาบางส่วนเป็นเช็คเงินสดจำนวน 50,000 บาท และชำระอีกส่วนหนึ่งเป็นรถยนต์วอลโวซึ่งจำเลยตีราคาเป็นเงินสด 330,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระราคาแล้ว 380,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยได้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ปรากฏว่าระบบบังคับพวงมาลัยไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติและปลอดภัยดีพอ จึงส่งรถคืนแก่จำเลย จำเลยรับว่าจะเปลี่ยนรถคันใหม่ให้โจทก์ภายในเดือนกันยายน 2524 และคืนเงินให้โจทก์ส่วนหนึ่งเป็นเงินจากราคารถวอลโวที่ตีราคาเป็นเงิน 300,000 บาท จำเลยคงค้างชำระอีก 30,000 บาท จึงได้เขียนว่าได้รับมัดจำเพิ่มอีก 30,000 บาทรวมกับเงินตามเช็คแล้วเป็นเงินจำนวน 80,000 บาท

เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และเรียกให้จำเลยคืนเงิน 80,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะมิใช่คู่สัญญากับจำเลย (จำเลยส่งมอบรถตามที่โจทก์สั่งซื้อแล้ว ภายหลังโจทก์ไม่พอใจจึงขอเปลี่ยนรถคันใหม่ จำเลยยอมเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ตามความประสงค์ไม่ใช่เพราะเกิดจากความชำรุดบกพร่อง) เมื่อจำเลยนำรถคันใหม่ไปส่งมอบให้โจทก์ภายในกำหนด โจทก์กลับปฏิเสธไม่ยอมรับและไม่ยอมชำระราคาที่ค้าง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำ 80,000 บาท ที่จำเลยตีราคารถวอลโวเพื่อการวางมัดจำจำนวน330,000 บาทเป็นการตีราคาตามประเพณีการซื้อขายรถเก่าแลกรถใหม่ซึ่งสูงกว่าราคาปกติ

ความจริงรถวอลโวคันดังกล่าวมีราคาเพียง 250,000 บาทดังนั้น โจทก์ต้องรับผิดในความเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาต่อโจทก์อีกจำนวนทั้งสิ้น 100,311 บาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายให้จำเลยโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้เสียหายดังฟ้องแย้ง และฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม รถยนต์วอลโวที่โจทก์นำมาวางจำเลยตีราคาให้ 330,000 บาท เป็นการซื้อขายเด็ดขาด ซึ่งจำเลยรับมอบโดยมิได้อิดเอื้อน จำเลยจึงมิได้เสียหายและคำขอเรื่องค่าเสียหายเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 55,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ตามที่จำเลยฎีกามาในประเด็นแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยเห็นว่าบริษัทเมโทรอินเวสต์เมนท์ จำกัดเป็นคู่สัญญากับจำเลย ไม่ใช่โจทก์ ปัญหานี้โจทก์เบิกความว่าโจทก์สั่งซื้อรถในนามส่วนตัว เพื่อใช้ส่วนตัวและเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นใบสั่งซื้อรถของจำเลยในช่องผู้ซื้อก็ลงชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อ ไม่ได้ระบุว่าทำแทนใคร จึงต้องฟังตามเอกสารว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อและเป็นคู่สัญญากับจำเลย ส่วนหนังสือบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.4, จ.5ที่โจทก์มีไปถึงจำเลยซึ่งใช้ข้อความว่า บริษัทเมโทรอินเวสต์เมนท์จำกัด ได้จองรถวอลโว 264 จี.แอล.อี. นั้น เห็นว่าอาจเป็นความเข้าใจผิดของโจทก์ เนื่องจากโจทก์มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเมโทรอินเวสต์เมนท์

จำกัด ด้วย จึงใช้ตำแหน่งปนไปกับกิจการส่วนตัวเมื่อโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเมื่อมีการกล่าวอ้างว่าผิดสัญญาได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...สำหรับเรื่องค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยนั้น จำเลยฎีกาว่าการที่โจทก์เอารถเก๋งมาให้จำเลยตีราคาเป็นส่วนหนึ่งของราคารถใหม่ที่จะซื้อ ยังไม่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการซื้อขายที่มีเงื่อนไขว่า จำเลยซื้อรถเก่าของโจทก์เพราะโจทก์ซื้อรถใหม่ของจำเลย ดังนั้น เมื่อสัญญาต้องเลิกกันเพราะโจทก์ผิดสัญญา โจทก์ต้องรับรถคืนไปและชดใช้สิ่งต่าง ๆ ที่จำเลยได้ทำลงในรถนั้น ศาลฎีกาพิจารณาตามพฤติการณ์ของโจทก์จำเลยในคดีนี้ ปรากฏว่าจำเลยยอมรับเอารถยนต์เก่าของโจทก์ไว้และกำหนดราคา 330,000 บาท

รวมกับเช็คจำนวน50,000 บาท เป็นเงิน 380,000 บาท แล้วส่งรถคันใหม่ให้โจทก์ทดลองขับโจทก์ไม่พอใจรถคันใหม่ส่งคืนจำเลย จำเลยรับรถไว้แล้วคืนเงินให้โจทก์ 300,000 บาท คงรับไว้เป็นมัดจำรถคันใหม่ 80,000 บาท ต่อมาจึงมีปัญหาว่าจำเลยส่งรถคันใหม่ล่าช้าหรือผิดเวลาที่นัดหมายไว้หรือไม่เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยเรื่องตีราคารถเก่าเพื่อขายรถใหม่ได้สิ้นสุดไปแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ส่วนค่าเสียหายจำนวน 25,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชดใช้แก่จำเลยนั้น โจทก์มิได้ฎีกา ค่าเสียหายดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เฉลิม การปลื้มจิตต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1446/2541

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำดื่มบรรจุขวดกับโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ต้องซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดจากโจทก์ไปจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน2535 เป็นต้นไป แต่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย ขา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5347/2540

ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระบุไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์มีฐานะเป็นผู้จะซื้อซึ่งมีความผูกพันตามสัญญาในฐานะผู้จะซื้อทุกประการ และในสัญญาข้อ 6 มีใจความว่าคู่สัญญาตกลงกันว่าในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผู้จะขา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 508/2540

เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา เข้าใจได้ว่าเจตนาของจำเลยต้องการซื้อเลื่อยโซ่ยนต์ที่เป็นของผลิตจากต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรปหรือทวีปอเมริกาเป็นของใหม่ซึ่งไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน โดยโจทก์จ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2540

สัญญาจะซื้อขายมีข้อความว่า ส่วนเงินที่เหลืออีก 1,850,000 บาท จะจ่ายในเมื่อทางธนาคารอนุมัติให้ ไม่ได้กำหนดให้เห็นต่อไปว่าหากธนาคารไม่อนุมัติให้จะมีผลเป็นอย่างไร การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลงด้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2540

แม้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับโจทก์จะได้ลงนามในสัญญาซึ่งทำไว้แต่เพียงฉบับเดียว และในสัญญาจะระบุจำนวนเงินที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยต้องชำระแก่โจทก์ไว้เพียงจำนวนเดียว ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าองค์กา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้