Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1215/2509

พ.ศ. 2509 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อการประมูลโอนขายสิทธิการเช่าที่โจทก์ประมูลได้เป็นไปโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ทราบถึงเงื่อนไขการเช่า โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกล้างได้ เมื่อจำเลยพร้อมที่จะทำสัญญาโอนสิทธิตามสัญญาให้โจทก์ได้ แต่โจทก์หาได้ไปติดต่อทำสัญญาและวางเงินค่าประมูลที่ยังค้างอีกตามที่ตกลงไว้ไม่ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเมื่อราคาค่าประมูลที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ จ. เรียกร้องเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่าห้องทั้ง 11 ห้อง แต่เมื่อไม่มีทางจะโอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ได้ เพราะได้พ้นกำหนดสัญญาเดิมของ จ. ผู้เช่าจากจำเลยที่ 3 เสียแล้วจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิจะได้รับค่าตอบแทน เพราะราคาค่าประมูลนั้นเป็นค่าตอบแทนสิทธิที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่า เพราะข้อตกลงในรายงานการประชุมเจ้าหนี้ระบุไว้เพียงว่าถ้าไม่ชำระอีก 75% ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิริบเงิน 25% ที่ชำระไว้แล้วเท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขให้อำนาจที่จะเรียกร้องเอาชำระราคาจนเต็มได้จำนวนเงิน 25% ที่โจทก์วางแก่จำเลยในวันประมูลขายนั้น ในรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ระบุว่าเป็นเงินมัดจำ เพียงแต่กล่าวว่า "การชำระเงิน ผู้ซื้อจะชำระในวันนี้ 25% ส่วนอีก 75% จะชำระภายในวันที่ 3 เดือนนี้ หากผิดนัด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิริบเงิน 25%" ข้อความดังกล่าวนี้แสดงว่าเป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่งของราคาค่าซื้อ ไม่ใช่มัดจำ จำเลยริบไม่ได้ จะว่าเป็นเบี้ยปรับที่ชำระแล้วก็ไม่ได้ เพราะในขณะที่โจทก์ชำระเงินนั้น ยังไม่มีการผิดนัด จึงเป็นการชำระเบี้ยปรับในขณะที่ยังไม่ผิดสัญญาไม่ได้อยู่เองเมื่อปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา หากจำเลยได้รับความเสียหาย ก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้สิทธิเรียกร้องมาแต่ต้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิจะริบเงินที่โจทก์วางไว้เป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่งของราคาที่ชำระให้จำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาให้นายจิตร กิจพานิชเช่าที่ดินปลูกสร้างอาคาร มีข้อตกลงให้นายจิตรมีสิทธิอยู่อาศัยหรือให้ผู้อื่นเช่าช่วงต่อไปได้ นายจิตรถูกบริษัทธนาคารแห่งเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพานิชยกรรม จำกัด ฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายจิตร จำเลยที่ 1, 3 ร่วมมือจัดให้มีการขายสิทธิการเช่าทรัพย์สินของนายจิตรลูกหนี้ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 3 ได้มีผู้เสนอขอซื้อสิทธิการเช่าตามคำชักชวนของจำเลยที่ 1 หลายราย รวมทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1ตรวจคำร้องที่มีผู้เสนอราคาซื้อไม่เป็นที่พอใจ จึงประกาศว่าจะทำการขายสิทธิการเช่าโดยวิธีประมูลราคากันด้วยปากเปล่า

จำเลยที่ 1 ทำการประมูลด้วยตนเอง โจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจและหน้าที่ขายทรัพย์ และปฏิบัติการให้เป็นไปตามประกาศและหวังประโยชน์ที่จะได้รับกำไร จึงเข้าสู้ราคาประมูลด้วยปากเปล่าอีก โจทก์ประมูลได้ 11 ห้อง คิดเป็นเงินรวมกัน 199,400 บาท โจทก์ชำระเงิน 40,350 บาท เป็นเช็คจ่ายเงินสด 5,000 บาท ส่วนที่ค้างจะชำระกันในวันโอน วันรุ่งขึ้นมีผู้มาขอซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์ 2 รายโจทก์ขายให้ไปคนละ 4 ห้อง ๆ 40,000 บาท จะได้กำไรห้องละ 22,000บาท รวม 8 ห้อง ได้กำไร 176,000 บาท ส่วนที่เหลือ 3 ห้องถ้าขายจะได้กำไรอีกเป็นเงิน 66,000 บาทต่อมาโจทก์ไปติดต่อทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับรู้การซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อ้างว่าจะทำสัญญาให้ผู้เช่าเดิมเช่าตรงต่อไปกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 กลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าเดิมระหว่างนายจิตรกับจำเลยที่ 3 โจทก์ขอรับเงินที่ได้ชำระราคาซื้อส่วนหนึ่งไว้ต่อจำเลยที่ 1 นั้นคืน เป็นอันเลิกสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนเงินและเลิกสัญญา

กลับยืนยันว่าจำเลยที่ 1 สามารถจัดให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 3 ได้ จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ขวนขวายจัดให้โจทก์ได้เข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 3 ตามที่ยืนยันเป็นการละเว้นการอันมิควรเว้นอันเกิดด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิไม่ได้เข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 3 และริบเงินราคาซื้อส่วนหนึ่งของโจทก์ที่วางชำระไว้เป็นเงิน 45,350 บาทนั้นเสียอีก จำเลยกลับเร่งรัดให้โจทก์นำเงินราคาซื้อสิทธิการเช่าอีกบางส่วนมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 อีกจนครบ 199,400 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิและอำนาจหรือหน้าที่ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายไปเป็นเงิน 45,350 บาท จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวร่วมด้วยส่วนจำเลยที่ 3 ได้ยินยอมตกลงให้จำเลยที่ 1 ทำการขายสิทธิการเช่า

เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ยอมทำสัญญาให้โจทก์ จำเลยที่ 3 มีส่วนในการทำความเสียหาย จึงต้องรับผิดร่วมด้วยขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ทำสัญญาให้โจทก์ได้รับเช่าตึกแถวดังกล่าวมีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่าโดยโจทก์ยอมเสียเงินค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิการเช่าให้จำเลยที่ 3 ถ้าไม่อาจให้โจทก์ทำสัญญาเช่า ก็ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินราคาบางส่วนที่จำเลยที่ 1 รับไว้จากโจทก์ในการซื้อสิทธิการเช่าเป็นเงิน 40,350 บาท กับเช็คที่โจทก์อายัดจำนวนเงิน 5,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งค่าเสียหายอีก 242,000 บาท และให้เสียดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายจิตร มิได้กระทำการอันเป็นการละเมิดนายจิตรได้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อก่อสร้างโรงภาพยนตร์และตึกแถวให้เช่าหาประโยชน์

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จำเป็นต้องเข้าดำเนินการรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สินของนายจิตรจำเลยที่ 1 ตกลงกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายจิตรยอมให้โอนสิทธิการเช่าได้โดยมีเงื่อนไข มีผู้แสดงความจำนงขอซื้อหลายรายรวมทั้งโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งให้โจทก์และบรรดาผู้ซื้อทราบเงื่อนไขของจำเลยที่ 3 โดยละเอียดแล้ว โจทก์และผู้ซื้อบางคนมุ่งมั่นที่จะซื้อให้ได้โดยตั้งใจเสี่ยงภัยในปัญหาภายหน้าเอาเองโจทก์ซื้อได้ 11 ห้อง โจทก์ชำระเงิน 45,350 บาท โดยชำระเป็นเงินสด 40,250 บาท โดยเช็ค 5,000 บาท ขาดไป 4,500 บาท จำนวนที่ขาดและอีก 75 % รวมเป็นเงิน 154,050 บาท จะต้องชำระให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 3 ธันวาคม 2503 ตามข้อตกลงโจทก์กลับผลัดผ่อนขอชำระวันที่ 14 ธันวาคม 2503 ซึ่งโจทก์ก็ไม่ชำระโจทก์บิดพลิ้วได้ขอคืนเงิน 25 % แต่ไม่อาจคืนได้

เพราะโจทก์ผิดสัญญา จำเลยที่ 3 ยืนยันที่จะทำสัญญาให้กับโจทก์ตามเงื่อนไขเดิมแต่โจทก์ไม่สมัครใจเพราะต้องการจะให้จำเลยที่ 3 ต่อสัญญาให้อีก 1 ปี อันเป็นการนอกเหนือข้อตกลง จำเลยที่ 1 ว่ามิได้ขอผัดเพี้ยนที่จะพิจารณาคืนเงินไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินและเช็คที่โจทก์อายัด โจทก์มิได้ขายสิทธิการเช่าให้บุคคลภายนอก ถึงโจทก์จะขายสิทธิการเช่าไปทั้ง 11 ห้อง จนได้กำไรถึง 242,000 บาท ก็เป็นเรื่องเสี่ยงขายไปเองจึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงิน 159,050 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยจำเลยที่ 2 ให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ 1 และว่าโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้ำกับคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 1699/2504 ที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดเป็นส่วนตัว แต่ศาลแพ่งให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ 2 และว่ายอมให้จำเลยที่ 1เข้าจัดการทรัพย์สินของนายจิตรโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า

คดีไม่ขาดอายุความ แม้สัญญาเช่าที่ดินระหว่างนายจิตรจะครบกำหนด 10 ปีลง ก็ไม่เป็นเหตุให้นายจิตรหมดสิทธิการเช่าทรัพย์พิพาท การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานบังคับคดีล้มละลายนำทรัพย์พิพาทของลูกหนี้ซึ่งศาลยังมิได้ให้ล้มละลายมาประมูลขายเองโดยมิได้สั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกองหมายดำเนินการนั้น ไม่ชอบโจทก์ขอปฏิเสธว่าโจทก์ไม่เคยทราบเงื่อนไขการเช่าตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง โจทก์ประมูลได้กลับตั้งเงื่อนไขซึ่งขัดต่อกฎหมาย โจทก์ชอบที่จะยึดหน่วงราคาไว้โจทก์มิได้ผิดนัดศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ใช้เงินสดตามเช็ค 5,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2503 ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันคืนเงินราคาบางส่วนที่จำเลยที่ 1 รับไว้จากโจทก์ 40,350 บาท และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 คืนเช็คที่จำเลยที่ 1 ได้รับไว้จากโจทก์จำนวนเงิน 5,000 บาทให้แก่โจทก์ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ฯลฯแต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีความเห็นแย้งว่า

ควรพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 20,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องแก่โจทก์ นอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ไม่จำต้องคืนเงิน 25 % พร้อมด้วยเช็ค และโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระเงินอีก 75 % ให้จำเลยที่ 1ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า การประมูลโอนขายสิทธิการเช่าที่โจทก์ประมูลได้นี้เป็นไปโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ทราบถึงเงื่อนไขการเช่าว่าถ้าบุคคลภายนอกไม่ใช่ผู้เช่าเดิมซื้อได้จำเลยที่ 3 จะทำสัญญาให้เช่าเพียงวันที่ 12 มกราคม 2504 ตามสัญญาเดิมของนายจิตรเท่านั้น และจำเลยที่ 3 พร้อมที่จะทำสัญญาโอนสิทธิตามสัญญาของนายจิตรให้โจทก์และผู้ซื้อได้จนถึงวันดังกล่าวแต่โจทก์หาได้ไปติดต่อทำสัญญาและวางเงินค่าประมูลที่ยังค้างอีก 75 % ตามที่ตกลงกันไม่

โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 จะขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าประมูลที่ยังค้างอีก 75 % ให้จำเลยที่ 1 ด้วยได้หรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า ราคาค่าประมูลที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องนี้เป็นค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่าห้องทั้ง 11 ห้อง แต่เมื่อบัดนี้ไม่มีทางจะโอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ได้ เพราะได้พ้นกำหนดสัญญาเช่าเดิมของนายจิตรเสียแล้วจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิจะได้รับค่าตอบแทน เพราะราคาค่าประมูลนั้นเป็นค่าตอบแทนสิทธิที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่า และตามข้อตกลงที่ปรากฏในรายงานการประชุมเจ้าหนี้ในการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าก็มีข้อสัญญาระบุไว้เพียงว่า หากผู้ประมูลได้ผิดนัดไม่ชำระเงินอีก 75 %

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิริบเงิน 25 % ที่ชำระไว้แล้วได้เท่านั้นไม่มีเงื่อนไขให้อำนาจจำเลยที่ 1 ที่จะเรียกร้องเอาชำระราคาจนเต็มจำนวนได้ ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าประมูลอีก 75 % ที่ค้างชำระจึงฟังไม่ขึ้นส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่จำต้องคืนเงิน 40,350 บาท พร้อมด้วยเช็คจำนวนเงิน 5,000 บาท อันเป็นจำนวนเท่ากับ 25 % ของราคาค่าซื้อสิทธิการเช่าตึกที่จำเลยที่ 1 รับชำระไว้ให้โจทก์นั้น เงินจำนวน 25 % นี้ตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ระบุว่าเป็นเงินมัดจำ เพียงแต่กล่าวว่า "การชำระเงินผู้ซื้อจะชำระในวันนี้ 25 % ส่วนอีก 75 % จะชำระภายในวันที่3 เดือนนี้ หากผิดนัดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิริบเงิน 25 %

ได้" ข้อความดังกล่าวนี้แสดงว่าเป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่งของราคาค่าซื้อไม่ใช่มัดจำ จำเลยจึงริบไม่ได้ และจะว่าเป็นเบี้ยปรับที่ชำระแล้วก็ไม่ได้ เพราะในขณะที่โจทก์ชำระเงินนั้น ยังไม่มีการผิดนัด จึงเป็นการชำระเบี้ยปรับในขณะยังไม่ผิดสัญญาไม่ได้อยู่เอง อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฎว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายประการใด ก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากโจทก์ได้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานนี้มาแต่ต้นในชั้นนี้จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิจะริบหรือไม่คืนเงิน 40,350 บาทกับเช็คจำนวนเงิน 5,000 บาท ที่โจทก์ชำระไว้กับจำเลยที่ 1 ได้พิพากษายืนในผลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฎีกาจำเลยที่ 1แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ 1 จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่โจทก์ผิดสัญญาจากโจทก์ใหม่ ถ้าหากมีมูลให้เรียกร้องกันได้

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยง เหลืองรังษี · เชื้อ คงคากุล · เสนอ บุณยเกียรติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้