Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2518

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 ส่งตั๋วแลกเงินจำนวน 40,000 บาทของธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาเบตงให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยบรรจุตั๋วแลกเงินในซองจดหมายลงทะเบียนจ่าหน้าซองถึงโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานบุรุษไปรษณีย์ ได้รับมอบหมายให้นำไปรษณียภัณฑ์ดังกล่าวไปส่งให้แก่ผู้รับ แต่ในการส่งนั้นจำเลยที่ 2 ได้ทำหลักฐานใบรับปลอมขึ้นว่ามีบุคคลในบ้านเดียวกันกับโจทก์ที่ 2 รับแทน แล้วแอบอ้างตัวเองเป็นโจทก์ที่ 2 นำตั๋วแลกเงินไปรับเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาราชปรารภ อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้ แม้พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 จะบัญญัติถึงความรับผิดของกรมไปรษณีย์ไว้เป็นพิเศษก็ตาม แต่เมื่อกรณีนี้เป็นเรื่องละเมิด มิใช่เป็นการทำผิดสัญญารับขน พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ 2477 จึงไม่เป็นประโยชน์แก่กรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ 3 กรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อทรัพย์สินที่โจทก์ต้องเสียไปเพราะการละเมิดนั้นคือเงินจำนวน 40,000 บาทตามตั๋วแลกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 2 เอาไป ซึ่งเป็นความเสียหายโดยตรงจากการละเมิดของจำเลยที่ 2 กรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ราคาทรัพย์จำนวนดังกล่าวให้โจทก์ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2518)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ได้ส่งตั๋วแลกเงินจำนวน 40,000 บาท ของธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาเบตง สั่งจ่ายเงินเมื่อเห็นให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่กรุงเทพฯ โดยฝากไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนที่ไปรษณีย์โทรเลขเบตง จังหวัดสงขลา แต่โจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับ เพราะจำเลยที่ 2 ขณะกระทำการตามหน้าที่กิจการงานของจำเลยที่ 3ได้ร่วมกับบุคคลอื่นเซ็นรับเอาซองไปรษณีย์ไป แล้วนำตั๋วแลกเงินนั้นเรียกเก็บเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาราชปรารภ ซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 1 เอง และโดยความประมาทปราศจากความระมัดระวังตามหน้าที่ ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาราชปรารภได้จ่ายเงินจำนวนตามตั๋วแลกเงินนั้นให้ไป ทำให้โจทก์เสียหาย จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรับผิดใช้เงินตามตั๋วแลกเงินนั้นพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องและต่อไปจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า

การที่โจทก์ที่ 1 ส่งตั๋วแลกเงินโดยฝากเป็นไปรษณีย์ภัณฑ์ทางไปรษณีย์โทรเลขลงทะเบียนถึงโจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับ แต่โจทก์ที่ 2 มิได้รับ แล้วมีคนนำตั๋วแลกเงินไปขึ้นเงินจากธนาคารจำเลยสาขาราชปรารภนั้น เป็นการกระทำของโจทก์เองหากเกิดความเสียหายขึ้นก็อยู่ในความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องว่ากล่าวเอาจากจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำโดยประมาทไม่ต้องรับผิดจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ให้การว่า ไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนของโจทก์ที่ 1 ได้ถูกนำจ่ายให้โจทก์ที่ 2 มีบุคคลในบ้านเดียวกับโจทก์ที่ 2 ลงนามรับไว้แทนแล้ว จึงมิใช่เรื่องไปรษณีย์ภัณฑ์สูญหายอันจะต้องชดใช้ตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์

พ.ศ. 2477 มาตรา 29 ใครจะนำตั๋วเงินดังกล่าวไปรับเงินจากจำเลยที่ 1 ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1จะต้องรับผิด ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 สาขาราชปรารภ จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินให้แก่ผู้ถือบัตรประชาชนซึ่งมิใช่ตัวนายอากาว แซ่ตั้งผู้ถือตั๋วแลกเงิน ถือว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ส่งจดหมายทางไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนบรรจุตั๋วแลกเงินลงไปในซองจดหมายซองเดียวกันกับซองจดหมายถึงโจทก์ที่ 2 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของกรมไปรษณีย์โทรเลขออกตามความในพระราชบัญญัติไปรษณีย์พ.ศ. 2477 มาตรา 22 เรียกว่าไปรษณีย์นิเทศ ข้อที่ 209 จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์และหากมีการสูญหายไปจริงจำเลยที่ 3 ก็มีความรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียง 40 บาท ตามข้อบังคับในไปรษณีย์นิเทศ ข้อ 150 และพระราชบัญญัติไปรษณีย์

พ.ศ. 2477 มาตรา 29, 30ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานบุรุษไปรษณีย์ไม่ได้นำไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนของโจทก์ที่ 1 นำส่งตรงต่อโจทก์ที่ผู้รับ หากแต่ได้กระทำโดยทุจริตแอบอ้างตนเองเป็นโจทก์ที่ 2 นำตั๋วแลกเงินนั้นไปรับเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาราชปรารภแล้วหลบหนีไป การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์และเป็นการกระทำในทางที่จ้างของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 425 กรณีไม่เข้าข้อห้ามในไปรษณีย์นิเทศ ข้อ 209 และไม่ใช่เรื่องจดหมายหรือไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนหายตามข้อ 105 จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำโดยประมาทหรือเลินเล่อ จึงไม่ต้องรับผิดพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันใช้เงินและดอกเบี้ยตามฟ้อง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกาปัญหาว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ได้ส่งเงินจำนวน 40,000 บาท มาให้โจทก์ที่ 2 ผู้เป็นบุตรโดยการซื้อตั๋วแลกเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาเบตง บรรจุในซองจดหมายลงทะเบียนจ่าหน้าซองถึงโจทก์ที่ 2 ณ โรงเรียนพาณิชยการและการบัญชีพระนครจังหวัดพระนคร จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุรุษไปรษณีย์ประจำอยู่ไปรษณีย์สามเสนใน ได้รับมอบหมายให้นำไปรษณีย์ภัณฑ์บรรจุตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปส่งให้แก่ผู้รับ ในการส่งนั้นปรากฏตามหลักฐานใบรับมีชื่อนายสุวิทย์ จิตเจริญ เป็นผู้รับแทนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2513 ต่อมาปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับเงินจำนวนนี้ โดยมีผู้นำเอาชื่อโจทก์ที่ 2 ไปแอบอ้างขอรับเงินตามตั๋วและเงินดังกล่าวจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาราชปรารภ ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง

ๆประกอบกันแล้วเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำปลอมหลักฐานใบรับขึ้นแล้วต่อมาจำเลยที่ 2 ได้กระทำหรือร่วมกับบุคคลอื่นแอบอ้างเป็นตัวโจทก์ที่ 2 โดยทุจริตนำตั๋วแลกเงินของโจทก์ไปรับเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาราชปรารภ อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว แม้พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 จะบัญญัติถึงความรับผิดของกรมไปรษณีย์ไว้เป็นพิเศษก็ตามศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องละเมิดมิใช่เป็นการทำผิดสัญญารับขน พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477จึงไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใดนั้น

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ต้องเสียไปเพราะละเมิดนี้คือเงิน 40,000 บาท ตามตั๋วแลกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 2 เอาไป ซึ่งเป็นความเสียหายโดยตรงจากการละเมิดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ราคาทรัพย์จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษณ์ โสภิตกุล · ยงยุทธ เลอลภ · อุดม จาละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้