Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรมอำพรางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์กับให้ใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องของ โจทก์เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ ต่อสู้ในประเด็นนี้ แต่ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยและศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นว่ากล่าวเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ราคาที่ดินพร้อมอาคารสโมสรและสระว่ายน้ำพิพาทประมาณ 8,710,000 บาท ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาเพียง 5,350,000 บาท ภายหลังซื้อขายที่ดินและทรัพย์พิพาทแล้วยังปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้เก็บผลประโยชน์โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาให้โจทก์เช่าเป็นเวลา 3 ปีครึ่งต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 เข้าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เองกลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 แบ่งผลประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ 12,000 บาท ทุกเดือน ประกอบกับ ก. บุตรของจำเลยที่ 1 เคยเบิกความในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราว ก่อนพิพากษาว่า โจทก์โอนที่ดินและอาคารสโมสรฝากจำเลยที่ 1ไว้ โดยไม่มีการซื้อขายกันจริง แสดงให้เห็นว่าการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงเจตนาลวงไม่มี ความประสงค์ให้ผูกพันกัน จึงใช้บังคับระหว่างกันไม่ได้ที่ดินและอาคารพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด เพื่อปลดจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 139380 และ 206377พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองและห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไปหากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยก็ให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้จำนองของจำเลยที่ 2 กับให้โจทก์มีอำนาจนำคำพิพากษาไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและแก้ชื่อในโฉนดเลขที่ 139380 และ 206377 พร้อมอาคารเลขที่ 47/569 ถึง 47/572 เป็นชื่อโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองคืนรายได้จากอาคารพิพาทเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงเดือนที่ส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 รับซื้อไว้โดยสุจริต มีเจตนาผูกพันตามสัญญาซื้อขายมิได้มีเจตนาที่จะอำพรางเจ้าหนี้โจทก์และสามีโจทก์ นิติกรรมโอนขายที่ดินจึงไม่เป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรมนางสาวปิยะนุช บัวน้ำจืด ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรมอำพรางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์กับให้ใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ แต่ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นว่ากล่าวเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยโดยผล ฎีกาโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่าสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 139380 และตึกแถวเลขที่ 47/569 ถึง 47/572 ตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอันเกิดจากการแสดงเจตนาลวงหรือไม่โจทก์นำสืบว่าเมื่อปี 2526 ถึง 2527 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสามีโจทก์มีหนี้สินจำนวนมากและถูกฟ้องเป็นคดีต่อศาล

สามีโจทก์จึงปรึกษาจำเลยทั้งสองเพื่อยักย้ายทรัพย์สินไม่ให้ถูกบังคับคดีจำเลยที่ 1 ตกลงช่วยไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 139380จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซีย จำกัด หลังจากไถ่ถอนจำนองแล้วโจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 139380 ให้จำเลยที่ 1 ครั้งแรกโอนเฉพาะที่ดิน ต่อมาจึงโอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินให้ด้วยแต่โจทก์ยังคงดำเนินกิจการสโมสร สระว่ายน้ำ และโต๊ะสนุกเกอร์ต่อจนถึงกลางเดือนเมษายน 2532 นอกจากนี้โจทก์ได้โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 139378, 170557 และ 139376 เนื้อที่519 เศษ 9 ส่วน 10, 107 และ 42 ตารางวา ตามลำดับตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.12 ให้จำเลยที่ 1โดยไม่มีการซื้อขายกันจริง ต่อมาโจทก์ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 139378 เนื้อที่ 519 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวาให้บริษัทผ่องใสพัฒนาชุมชน

จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่โจทก์ร่วมตั้งขึ้นในราคาตารางวาละ 5,500 บาท ผู้ซื้อชำระราคาด้วยเช็คให้โจทก์ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.25 และ จ.26 โดยจำเลยที่ 1 มิได้คัดค้านการโอนขายแต่ประการใด จำเลยที่ 1 นำสืบว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพร้อมอาคารแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 5,350,000 บาท และนำเงินจากการขายจำนวน 1,000,000 บาท ไปไถ่ถอนจำนองแล้วโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในโฉนด โดยดำเนินการที่สำนักงานที่ดินเขตพระโขนง จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าที่ดินเป็นเงินสดอีกจำนวน 2,000,000 บาท ในวันเดียวกัน สำหรับอาคารเลขที่ 47/569ถึง 47/572 จำนวน 4 คูหานั้นโอนกันเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2528ที่สำนักงานเขตพระโขนง โดยจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินสดให้โจทก์อีก 2,000,000 บาท ในวันโอนส่วนที่ดินอีก 3 แปลง

จำเลยที่ 1 ได้ซื้อจากโจทก์ในราคา 600,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1ได้ขายที่ดินแปลงเนื้อที่ 519 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวาคืนโจทก์ในราคา 1,000,000 บาท โดยโจทก์ขอให้โอนให้บริษัทผ่องใสพัฒนาชุมชน จำกัด และโจทก์ได้นำเงินสดจำนวน1,000,000 บาท มาชำระให้จำเลยที่ 1 หลังจากการโอนแล้วประมาณ7 วัน ในเบื้องแรกนี้จะได้พิจารณาถึงราคาที่ดินพิพาท อาคารสโมสรและสระว่ายน้ำพร้อมอุปกรณ์เพื่อประกอบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานต่อไป โจทก์นำสืบว่า ที่ดินพิพาทราคาประมาณตารางวาละ 5,500 บาท อาคารสโมสรและสระว่ายน้ำพร้อมอุปกรณ์ราคาประมาณ 8,000,000 บาท รวมราคาทั้งหมดเท่ากับ 12,081,000 บาท (742x5,500+8,000,000) ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่าที่ดินพิพาทมีราคาประมาณตารางวาละ 2,500 ถึง 2,800 บาท

อาคารสโมสรและสระว่ายน้ำมีราคาประมาณ 2,400,000 บาท รวมราคาทั้งหมดเท่ากับ 4,477,600 บาท (742x2,800+2,400,000) เห็นว่านอกจากโจทก์จะมีนายประดิษฐ์ บัวน้ำจืด เบิกความยืนยันเกี่ยวกับราคาที่ดินแล้ว โจทก์ยังมีนายเจษฎา ดวงอุดมเดช กรรมการบริษัทผ่องใสพัฒนาชุมชน จำกัด เบิกความสนับสนุนว่าได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 139378 เนื้อที่ 519 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวาซึ่งอยู่ในบริเวณที่ดินพิพาทจากโจทก์ในราคาตารางวาละ 5,000 บาทและได้จ่ายเช็คหลายฉบับชำระค่าที่ดินให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.25และ จ.26 ส่วนจำเลยที่ 1 คงมีตัวจำเลยทั้งสองเบิกความลอย ๆว่าที่ดินมีราคา 2,500 ถึง 2,700 บาท ซึ่งหากมีราคาเช่นนั้นจริงจำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าที่จะซื้อที่ดินพิพาทรวมกับอาคารในราคาถึง5,350,000 บาท

ดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง พยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับราคาที่ดินพิพาทจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ที่ดินพิพาทมีราคาประมาณตารางวาละ 5,000 บาท ส่วนอาคารสโมสรนั้นโจทก์มีนายธีระชัย เกษศิระ ซึ่งรับราชการที่สำนักงานเขตพระโขนง แผนกนิติกรรม เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า อาคารของโจทก์มีราคา 3,000,000 ถึง 4,000,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ประเมินไว้ 2,000,000 บาท แต่พยานเก็บค่าธรรมเนียมจากยอดที่พยานประเมิน 3,000,000 บาท แสดงว่าอาคารสโมสรน่าจะมีราคาไม่ต่ำกว่า 3,000,000 บาท ส่วนสระว่ายน้ำนั้นน่าจะมีราคาประมาณ 2,000,000 บาท ตามที่นายเจษฎา ดวงอุดมเดช เบิกความสรุปแล้วที่ดินพิพาท

อาคารสโมสรและสระว่ายน้ำพร้อมอุปกรณ์น่าจะมีราคาประมาณ 8,710,000 บาท(742 x 5,000 + 3,000,000 + 2,000,000) ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมขายที่ดินพิพาทและอาคารสโมสรพร้อมสระว่ายน้ำให้จำเลยที่ 1 ในราคาเพียง 5,350,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง อีกทั้งข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการชำระราคาซื้อขายด้วยเงินสดซึ่งเก็บไว้ที่บ้านก็ไม่น่าเชื่อ เพราะเป็นเงินจำนวนมาก ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะเก็บเงินสดจำนวนหลายล้านบาทไว้ที่บ้านแทนที่จะฝากธนาคารซึ่งปลอดภัยกว่าและยังได้รับดอกเบี้ยด้วย นอกจากนี้หากลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่แรกแล้วจะเห็นได้ว่าข้ออ้างของโจทก์น่าจะมีน้ำหนักมากกว่า กล่าวคือ โจทก์และจำเลยที่ 1 มีการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินครั้งแรกเมื่อวันที่ 26สิงหาคม 2528 โดยเป็นการซื้อขายที่ดินสามแปลง ตามโฉนดเลขที่ 139378, 170557 และ 139376 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย

ล.2 โดยโจทก์อ้างว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางแต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าซื้อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวในราคา600,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งเห็นได้ชัดแจ้งว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักน้อย เพราะที่ดินทั้งสามแปลงตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.12 มีเนื้อที่รวมกัน668 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวา (519 เศษ 9 ส่วน 10 + 107 + 42)แม้จะตีราคาเพียงตารางวาละ 2,500 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างที่ดินทั้งสามแปลงก็ยังมีราคาถึง 1,672,250 บาทจึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีการซื้อขายกันจริงในราคาเพียง 600,000 บาทยิ่งกว่านั้นยังปรากฏจากคำเบิกความของนายเจษฎาว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าโจทก์สามารถซื้อขายที่ดินแปลงเนื้อที่519 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวา กับพยานได้ และพยานได้ชำระราคาที่ดินให้แก่โจทก์ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย

จ.25 และ จ.26โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้าน แสดงว่าการซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลงตามเอกสารหมาย ล.2 น่าจะเป็นนิติกรรมอันเกิดจากการแสดงเจตนาลวงมากกว่าการซื้อขายจริงต่อมาวันที่ 12กันยายน 2528 มีการซื้อขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล.3วันที่ 1 ตุลาคม 2528 มีการทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์หรืออาคารสโมสรเฉพาะชั้น 2 และชั้น 3 ตามเอกสารหมาย ล.1และ ล.5 ก่อนที่จะมีการทำสัญญาซื้อขายอาคารเมื่อวันที่ 18ธันวาคม 2528 ตามเอกสารหมาย ล.4 โดยไม่ปรากฏว่ามีการชำระค่าเช่าตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.5 ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาเช่าอาคารสโมสรชั้น 1 และสระว่ายน้ำซึ่งเป็นส่วนที่ทำรายได้มากที่สุด ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าหลังจากซื้อที่ดินและอาคารแล้วได้ให้ฝ่ายโจทก์เช่า แต่โจทก์ไม่ยอมชำระค่าเช่านั้นจึงมีน้ำหนักน้อยเพราะไม่มีการทำสัญญาเช่าอาคารสโมสรชั้น 1และสระว่ายน้ำ และไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามค่าเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร

จนกระทั่งปี 2532 กรณีไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1จะลงทุนซื้อทรัพย์พิพาทเป็นเงินถึง 5,350,000 บาทแล้วปล่อยให้โจทก์หารายได้จากทรัพย์ที่ตนซื้อเป็นเวลาถึงสามปีครึ่งโดยที่ตนไม่ได้รับผลตอบแทนหรือค่าเช่าเลย นอกจากนี้หลังจากจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองและเก็บรายได้จากสระว่ายน้ำในเดือนเมษายน 2532 แล้ว ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินให้โจทก์เดือนละ 12,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจ่ายเพื่อช่วยเหลือโจทก์นั้นก็ขัดกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ปฏิเสธว่าไม่เคยจ่ายเงินให้โจทก์ จึงเป็นพิรุธ ทำให้น่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์มีสุขภาพไม่ดีจึงมอบให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรายได้จากสระว่ายน้ำโดยมีข้อตกลงว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินให้โจทก์เดือนละ 12,000 บาท

รายได้ส่วนที่เหลือให้เก็บไว้ชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ช่วยไถ่ถอนจำนอง เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ต่าง ๆดังกล่าวมาแล้วทำให้น่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้ซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริง ที่ศาลอุทธรณ์เชื่อว่ามีการซื้อขายกันจริงเพราะมีการส่งมอบโฉนดและโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านการที่จำเลยที่ 1 ขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ช่วยออกเงินไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเก็บโฉนดที่ดินพิพาทจึงมิใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนเรื่องแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทนั้นก็อาจเป็นได้ว่าโจทก์ได้ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงไปโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงที่แท้จริงก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อนายประดิษฐ์ขอกู้เงินจากธนาคารทหารไทย

จำกัด ในปี 2530 เพื่อที่จะนำมาใช้หนี้ให้จำเลยที่ 1 นายประดิษฐ์ก็ยังอ้างถึงการจดทะเบียนจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 139380 เป็นประกันเงินกู้ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.15 หากโจทก์และนายประดิษฐ์ทราบว่ามีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 2 แปลง โดยแปลงเดิมมีเนื้อที่เหลือเพียง 32 ตารางวา ส่วนแปลงที่แบ่งแยกออกไปมีเนื้อที่ 710 ตารางวา นายประดิษฐ์ก็น่าจะกล่าวถึงโฉนดที่ดินแปลงที่แบ่งแยกออกไปด้วย เพราะการจำนองที่ดินเพียง 32 ตารางวา เพื่อประกันเงินกู้ 3,000,000 บาท นั้น โอกาสที่จะได้รับอนุมัติให้กู้เงินย่อมมีน้อยกว่าการจำนองที่ดิน 742 ตารางวา ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบว่ามีการแบ่งแยกที่ดินพิพาท นอกจากนี้แล้วยังปรากฏว่านายโกวิท

บัวน้ำจืด ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 1 ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาว่า โจทก์โอนที่ดินและอาคารสโมสรฝากจำเลยที่ 1 ไว้ โดยไม่มีการซื้อขายกันจริง แม้นายโกวิทจะยื่นคำร้องภายหลังปฏิเสธว่ามิได้รู้เห็นเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน แต่โจทก์จัดพิมพ์คำเบิกความให้อ่านและเบิกความตามนั้นก็ไม่น่าเชื่อ เพราะนายโกวิทเป็นผู้จัดการสโมสรด้วย น่าจะทราบเรื่องดี ประกอบกับนายโกวิทก็สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี สาขาบริหารงานบุคคลจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และมีอายุถึง 30 ปี ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกหลอกให้เบิกความเป็นปรปักษ์กับมารดาของตนโดยที่ไม่เป็นความจริงพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 คดีรับฟังได้ว่า

การซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1เป็นการแสดงเจตนาลวง ไม่มีความประสงค์ให้ผูกพันกัน จึงใช้บังคับระหว่างกันไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 เดิมหรือมาตรา 155 ที่แก้ไขใหม่ ที่ดินและอาคารพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะต้องไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ประกอบสำเนาโฉนดเอกสารหมาย ล.32 และ ล.33 ว่าจำเลยที่ 1 ได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหานี้ต่อไปมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1ได้นำสิ่งปลูกสร้างในที่ดินไปหาประโยชน์มีรายได้เดือนละเท่าใดและโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนรายได้ดังกล่าวให้โจทก์หรือไม่

ปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า กิจการสระว่ายน้ำและโต๊ะสนุกเกอร์เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วมีรายได้ถัวเฉลี่ยประมาณเดือนละ 200,000 บาท โดยในเดือนเมษายนแต่ละปีจะมีรายรับ 300,000 ถึง 400,000 บาท โจทก์ได้ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ระหว่างที่โจทก์ยังเป็นผู้บริหารเก็บรายได้จากสระว่ายน้ำเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท และระหว่างที่จำเลยที่ 1เป็นผู้บริหารตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2532 จนถึงวันฟ้องรายได้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับน่าจะเพียงพอที่จะนำไปชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ช่วยออกเงินไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้วจำเลยที่ 1 จึงต้องคืนรายได้ให้โจทก์เดือนละ 100,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า กิจการสระว่ายน้ำมีกำไรถัวเฉลี่ยประมาณเดือนละ 10,000 บาท

ถึง 20,000 บาทบางฤดูมีรายได้เป็นแสนบาท บางฤดูขาดทุน เห็นว่า ที่โจทก์นำสืบว่า มีการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 แล้ว 300,000 บาทเป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานการชำระเงิน จึงไม่อาจรับฟังได้สำหรับรายได้ของสระว่ายน้ำ เมื่อพิจารณาจากสมุดบัญชีเอกสารหมาย จ.6 แล้วมีรายได้บางเดือนหนึ่งหมื่นกว่าบาทบางเดือนก็เป็นแสน ส่วนสมุดบัญชีเอกสารหมาย จ.27 ก็มีรายได้ตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสน บางเดือนขาดทุนก็มี เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ ประกอบตั้งแต่จำเลยที่ 1 ช่วยออกเงินไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์ แล้วยังให้โจทก์บริหารเก็บเงินรายได้จากสระว่ายน้ำ แต่โจทก์มิได้พยายามใช้หนี้จำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นจนกระทั่งจำเลยที่ 1 ต้องเข้าบริหารเก็บเงินรายได้เองรวมทั้งต้องลงทุนซ่อมแซมปรับปรุงสระว่ายน้ำและสโมสร จึงเห็นสมควรให้รายได้ทั้งหมดตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2532 จนถึงวันฟ้องตกเป็นของจำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทนที่จำเลยที่ 1 ช่วยออกเงินไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทและชดเชยส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องลงทุนซ่อมแซมปรับปรุงสระว่ายน้ำและสโมสร

ส่วนรายได้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้นเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 คืนให้แก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท แต่เนื่องจากตามทางนำสืบของโจทก์ก็ปรากฏว่ามีการตกลงให้นำเงินรายได้ไปใช้หนี้ที่จำเลยที่ 1ช่วยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์ จึงให้หักเงินจำนวน1,048,053.15 บาท ตามคำให้การจำเลยออกจากรายได้ที่จำเลยที่ 1ต้องคืนให้โจทก์ด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง การทำนิติกรรมโดยเจตนาลวงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ เมื่อโจทก์ขอให้โอนที่ดินและอาคารคืนโจทก์โจทก์ควรเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอน มิใช่ให้จำเลยที่ 1เป็นผู้รับผิดในค่าใช้จ่ายส่วนนี้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 139380 และโฉนดที่ดินเลขที่ 206377ตำบลสวนหลวง (บางจาก) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสองแปลงคืนแก่โจทก์โดยปลอดภารจำนองหรือภาระติดพันอื่นใด โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอนห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เข้ายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวอีกต่อไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 พฤษภาคม 2534) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทในสภาพเรียบร้อยคืนโจทก์โดยให้หักเงินจำนวน 1,048,053.15 บาท ออกจากยอดเงินจำนวนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน ปัทมราชวิเชียร · อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ · ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้