Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1204/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยจะถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 นั้น ประการแรกจะต้องปรากฏว่าบุคคลนั้นมีบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีของโจทก์ ในขณะที่เกิดโจทก์เป็นบุตรของมารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าว แต่โจทก์มีบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้โจทก์จึงไม่อาจถูกถอนสัญชาติไทยด้วยกรณีที่ มารดา โจทก์เป็นคนต่างด้าว ป. บิดาโจทก์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2473 ที่จังหวัดนครพนม จึงเป็นบุคคลสัญชาติไทยโดยการเกิดในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.สัญชาติที่ใช้อยู่ในขณะนั้นและโจทก์ทั้งหกเป็นบุคคลสัญชาติไทยโดยการเกิดในราชอาณาจักรก่อนวันที่ 13 ธันวาคม 2515 อันเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 337 ใช้บังคับดังนั้นขณะที่โจทก์ทุกคนเกิดป. บิดาโจทก์ยังมีสัญชาติไทยอยู่ แม้ต่อมา ป. บิดาโจทก์จะถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ก็ไม่มีบทบัญญัติให้ถอนสัญชาติไทยของโจทก์ด้วย ดังนี้ ถือไม่ได้ว่า โจทก์เป็นบุคคลต่างด้าว โจทก์จึงเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2496 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกนายสุพงษ์ บัวซ้อน เป็นโจทก์ที่ 1 นายระลึกบัวซ้อน เป็นโจทก์ที่ 2 นางสุพร ไพจันทร์ เป็นโจทก์ที่ 3 นางสมจิตรบัวซ้อน เป็นโจทก์ที่ 4 นางสาวสมใจ บัวซ้อน เป็นโจทก์ที่ 5 และนายสมจร บัวซ้อน เป็นโจทก์ที่ 6โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทุกคนเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายประกอบหรือเต่ย บัวซ้อน หรือตีเต้ย หรือแซ่ห่วงซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยและโจทก์ทุกคนเกิดในราชอาณาจักรไทย ดังนั้นโจทก์ทุกคนจึงเป็นคนสัญชาติไทย จำเลยที่ 1 ในฐานะนายอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2520 จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ทุกคนเป็นคนสัญชาติญวนเป็นคนญวนอพยพ

ไม่ใช่คนไทย และขออนุมัติจากจำเลยที่ 2 ให้ถอนชื่อโจทก์ทุกคนออกจากทะเบียนบ้านของโจทก์ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2520 จำเลยที่ 2 เห็นด้วยกับจำเลยที่ 1 จึงอนุมัติให้ถอนชื่อโจทก์ทุกคนออกจากทะเบียนบ้านของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิในเรื่องสัญชาติของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าโจตทก์ทุกคนเป็นคนสัญชาติไทยจำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์จะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประกอบหรือเต่ย บัวซ้อน หรือไม่ ไม่รับรอง จำเลยทั้งสองได้ตรวจสอบหลักฐานแล้ว พบว่า นายประกอบหรือเต่ย บัวซ้อน มีบิดาชื่อนายไถ่ แซ่ห่วง สัญชาติ ฝรั่งเศส มารดาชื่อนางมีหรือตรัมแซ่ห่วง สัญชาติญวณ ซึ่งเป็นคนต่างด้าว และได้เข้ามาในประเทศไทยมิได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

ตั้งแต่ พ.ศ. 2465 ต่อมาจึงได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยโดยได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเมื่อ พ.ศ. 2480 นายประกอบหรือเต่ย บัวซ้อน บิดาโจทก์เกิดเมื่อ พ.ศ.2473 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่บิพามารดาของนายประกอบหรือเต่ยบัวซ้อน เป็นผู้ที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ดังนั้นนายประกอบหรือเต่ย บัวซ้อน จึงมิได้สัญชาติไทยเพราะกฎหมายให้ถอนสัญชาติไทยสำหรับผู้ที่เกิดในประเทศไทยแต่บิดามารดาเป็นคนต่างด้าวและเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มารดาโจทก์ชื่อนางเตียด หรือเกียด แซ่มายคนสัญชาติญวน ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตามกฎหมายก็ให้ถอนสัญชาติไทยสำหรับผู้ที่มีมารดาเป็นคนต่างด้าวด้วย

การที่จำเลยทั้งสองถอนชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนบ้านของโจทก์นั้นไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด เพราะเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ภายในขอบเขตของหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่มท 0313/ว. 566 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2510 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า โจทก์ทั้งหกเป็นคนสัญชาติไทยจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งหกเป็นบุตรของนายประกอบหรือเต่ยหรือเต้ย บัวซ้อนหรือตีเต้ยหรือแซ่ห่วง อันเกิดจากนางเตียดหรือเกียด แซ่มายหรือหม้ายหรือบัวซ้อนนายประกอบบิดาโจทก์เกิดที่จังหวัดนครพนมเมื่อ พ.ศ. 2473 มีบัตรประจำตัวประชาชนออกให้ที่จังหวัดอุบลราชธานีตามเอกสารหมาย

จ.2ส่วนมารดาโจทก์เป็นคนญวนอพยพและมีสัญชาติญวน บิดามารดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีโจทก์ทั้งหกเกิดในราชอาณาจักรไทยที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งหกไม่ใช่คนสัญชาติไทยเนื่องจากนายประกอบบิดาโจทก์ได้ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 นั้นประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 บัญญัติว่าข้อ 1 ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและในขณะที่เกิดบิดาหรือมารดานั้นเป็น(1) ผู้ทีได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย(2)

ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ(3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองทั้งนี้เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่นเห็นว่าประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้เป็นบทบัญญัติตัดสิทธิของบุคคล จะตีความโดยขยายความไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้ถอนสัญชาติไทยของบุคคลซึ่งเกิดในประเทศไทยแต่มีบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการที่บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยจะถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้นั้น ในประการแรกจะต้องปรากฏว่าบุคคลนั้นมีบิดาเป็นคนต่างด้าว หรือมารดาเป็นคนต่างด้าวแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ในกรณีของโจทก์นี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในขณะที่เกิด

โจทก์เป็นบุตรของมารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าว แต่โจทก์มีบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจถูกถอนสัญชาติไทยด้วยกรณีที่มารดาของโจทก์เป็นคนต่างด้าวได้ ส่วนกรณีของบิดานั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า นายประกอบหรือเต่ยหรือเต้ยบิดาของโจทก์เกิดเมื่อ พ.ศ. 2473 ที่จังหวัดนครพนมเป็นบุคคลสัญชาติไทยโดยการเกิดในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติสัญชาติที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และโจทก์ทั้งหกก็เป็นบุคคลสัญชาติไทยโดยการเกิดในราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน ได้ความจากทะเบียนบ้านญวนอพยพเอกสารหมาย จ.8 และทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ล.1 ว่าโจทก์ทุกคนเกิดก่อนวันที่ 13 ธันวาคม 2515 อันเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ใช้บังคับ ดังนั้นขณะที่โจทก์ทุกคนเกิด

นายประกอบหรือเต่ยหรือเต้ยบิดาของโจทก์ยังมีสัญชาติไทยอยู่ แม้ต่อมานายประกอบหรือเต่ยหรือเต้ยบิดาของโจทก์จะได้ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ในวันที่ดังกล่าวก็ตาม ก็ไม่มีบทบัญญัติให้ถอนสัญชาติของโจทก์ด้วยแต่ประการใดถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวโจทก์เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย

ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้วสำหรับฎีกาของจำเลยข้ออื่นนั้นก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มีพาศน์ โปตระนันทน์ · เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1746/2532

นางป.มารดาโจทก์ทั้งสามเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานีจึงได้สัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456 มาตรา 3 และนางป.เป็นบุตรคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1495/2529

โจทก์ฟ้องว่าผู้ว่าราชการจังหวัดจำเลยที่3ออกคำสั่งให้ปลัดเทศบาลจำเลยที่5จดข้อความลงในทะเบียนบ้านว่าโจทก์ทั้งหกเป็นญวนอพยพโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่1และปลัดกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่2ผู้บังคับบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2568

โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร อันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3230/2568

มารดาโจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองรถยนต์รวมทั้งร่วมกับโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อด้วยกัน มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปจำนำกับจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง เช่นนี้ การจำนำรถยนต์พิพาทจึงเป็นเรื่องระหว่างมารดาโจทก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้