Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ไม่ได้อันเป็นเหตุในลักษณะคดีแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีฝ่ายใดฎีกาว่าจำเลยทั้งสามกับพวกรุมชกต่อยใช้ไม้และขวดเบียร์ตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 92, 91, 83, 58 ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 47,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และ 12,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1377/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 10 ปี บวกโทษจำคุก 1 ปี ของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1377/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 11 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท พร้อมพระหลวงพ่อโสธรเลี่ยมทองคำ 1 องค์ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 47,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท พร้อมพระหลวงพ่อโสธรเลี่ยมทองคำ 1 องค์ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่อ้างว่าถูกกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองไปนั้น คงมีเพียงนายพิทักษ์ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความสนับสนุน เมื่อได้ความว่าหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏร่องรอยหรือบาดแผลใดๆ บริเวณลำคอของผู้เสียหายทั้งสอง ทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองกับพยานโจทก์ปากอื่นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้เสียหายทั้งสองอ้างว่าถูกคนร้ายกระชากสร้อยคอทองคำไป จนกระทั่งจำเลยทั้งสามกับพวกหลบหนีก็แตกต่างกันมากไม่สอดคล้องกันดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนัก ข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าผู้เสียหายทั้งสองถูกพวกของจำเลยทั้งสามกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองไปจึงรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์เกิดขึ้นตามฟ้อง

ฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองตามฟ้องฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ดังกล่าวมาแล้ว จึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ไม่ได้อันเป็นเหตุในลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีฝ่ายใดฎีกาว่า จำเลยทั้งสามกับพวกรุมชกต่อยใช้ไม้และขวดเบียร์ตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามมีประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี ของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1377/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน คำขออื่นให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี ศรีอรุณ · ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ · ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้