Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะเกิดเหตุในบ้าน มีไฟนีออนเปิดสว่างอยู่ 6 ดวง ผู้เสียหายทั้งแปด และ ม. ก็อยู่ที่บ้านเห็นจำเลยที่ 1 กับพวกอีกคนหนึ่งถืออาวุธปืนสั้นเข้ามาในบ้านโดยมีพวก อีก 2 คน อยู่นอกบ้าน บังคับเอาทรัพย์จากผู้เสียหายทั้งแปดไป เชื่อว่าเป็นความจริง เพราะพยานแต่ละคนมีโอกาสเห็น จำเลยที่ 1 เป็นเวลานาน เมื่อจับจำเลยที่ 1 ได้ และจัดให้มีการชี้ตัวคนร้ายพยานทั้งหมดดังกล่าว ก็ชี้ได้ถูกต้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ ร่วมปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปติดตาม เอาโทรทัศน์ กบไฟฟ้า และสร้อยคอทองคำ ของผู้เสียหาย จากผู้รับของดังกล่าวมาเป็นของกลาง นอกจากนั้นยังให้การ รับสารภาพในชั้นสอบสวน อันสนับสนุนให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายจริง เมื่อพยานโจทก์ทุกคนไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน เชื่อว่าทุกคนได้เบิกความตามสัตย์จริงหาได้แกล้งกล่าวหา จำเลยที่ 1 ไม่ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1753/2540 และหมายเลขแดงที่ 1754/2540 ของศาลชั้นต้นโดยให้เรียกจำเลยในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เรียกจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1753 ว่า จำเลยที่ 4 และเรียกจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1754/2540 ว่า จำเลยที่ 5 ต่อมาคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันมีอาวุธปืนสั้นไม่ทราบชนิดและขนาดจำนวน 2 กระบอกไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ พร้อมกระสุนปืน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และร่วมกันปล้นทรัพย์เงินสด โทรทัศน์ กบไส ไม้ไฟฟ้า และสร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น รวมราคา 35,600 บาทของนายจวน ชุมจันทร์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางรมณียา ชุมจันทร์ผู้เสียหายที่ 2 รถจักรยานยนต์ 1 คัน สร้อยคอทองคำ 1 เส้นรวมราคา 49,100 บาท ของนายสถาพร ขาวโป่ง ผู้เสียหายที่ 3สร้อยคอทองคำ 1 เส้น ของนางสาวตุ๊กตา แดงคล้าย ผู้เสียหายที่ 4 สร้อยคอทองคำ 1 เส้น ของนางสาวยุพิน เรืองรัตน์ ผู้เสียหายที่ 5 สร้อยคอทองคำ 1 เส้น ของนางสาววรรณา ไหมทิมผู้เสียหายที่ 6 สร้อยคอทองคำ 1 เส้น แหวนทองคำ 1 วงรวมราคา 3,750 บาท ของนางสาวราชนก แก้วหนู

ผู้เสียหายที่ 7และสร้อยคอทองคำ 1 เส้น ของนางสาวดุษฎี ชูรักษ์ ผู้เสียหายที่ 8ไปโดยทุจริต ในการปล้นทรัพย์ของจำเลยทั้งสามกับพวกใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้และขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะยิงประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งแปดกับพวก ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ ต่อมาเจ้าพนักงานยึดได้ทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายบางคนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 340, 340 ตรี พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 25,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จำนวน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 1,250 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 7 และจำนวน 2,500 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 8 ด้วยจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปล้นทรัพย์ จำคุก 23 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 6 เดือน รวม 3 กระทง

จำคุก 24 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 25,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จำนวน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 1,250 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 7 และจำนวน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 8 ด้วย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน ลงโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกกระทงละ 4 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนและลงโทษ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละไม่เกิน 5 ปี ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนตามฟ้องหรือไม่ ชอบที่ศาลจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 คือยกฟ้องโจทก์ ในข้อหาดังกล่าวเสีย เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ข้อหาความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการเดียวว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าขณะเกิดเหตุในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มีไฟนีออนเปิดสว่างอยู่ 6 ดวง ผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 8 และนางมณฑา แก้วหนู ก็อยู่ที่บ้านหลังนี้ในขณะเกิดเหตุด้วยดังนั้น ที่ผู้เสียหายทั้งแปดและนางมณฑาเบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 1 กับพวกอีกคนหนึ่งถืออาวุธปืนสั้นเข้ามาในบ้านโดยมีพวกอีก 2 คน อยู่นอกบ้าน จากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกก็บังคับเอาทรัพย์และค้นเอาทรัพย์จากผู้เสียหายทั้งแปดตามรายการในบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.5 ไปนั้น เชื่อว่าเป็นความจริง เพราะพยานแต่ละคนมีโอกาสเห็นจำเลยที่ 1 เป็นเวลานาน ซึ่งเมื่อจับจำเลยที่ 1 ได้ และจัดให้มีการชี้ตัวคนร้าย

พยานทั้งหมดดังกล่าวก็ชี้ได้ถูกต้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมปล้นทรัพย์ ตามบันทึกการชี้ตัวและภาพถ่ายหมาย จ.7 จ.8 จ.12 จ.13 จ.15 จ.16 จ.18 จ.19 จ.24 จ.25 จ.37 จ.38 และ ป.จ.3 ถึง ป.จ.5 นอกจากนั้นในชั้นจับกุมนายดาบตำรวจศฤงคาร ขาวสังข์ พยานโจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปติดตามเอาโทรทัศน์และกบไส ไม้ไฟฟ้าของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จากผู้รับของดังกล่าวมาเป็นของกลางด้วย อันสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยที่ 1ได้ร่วมกับพวกปล้นเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2ไป ยิ่งกว่านั้นในชั้นสอบสวนพันตำรวจโทดิลก เจียมพิริยะกุลพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานได้แจ้งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.1 และได้นำตัวจำเลยที่ 1 ไปตรวจยึดโทรทัศน์และสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ถูกปล้นไปด้วย นอกจากนี้ยังจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวคนร้ายรวมทั้งได้ทำบันทึกและถ่ายภาพการชี้ตัวและการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ไว้ด้วยตามเอกสารและภาพถ่ายหมาย ป.จ.3 ถึง ป.จ.9 อันสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายจริง จำเลยที่ 1 จึงให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนเช่นนั้น เมื่อพยานโจทก์ทุกคนไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อนเช่นนี้เชื่อว่าทุกคนได้เบิกความตามสัตย์จริง หาได้แกล้งกล่าวหาจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้แจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อธิราช มณีภาค · ไพศาล เจริญวุฒิ · สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้