Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2510

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บุตรผู้เยาว์ฉุดคร่าหญิงไปข่มขืนกระทำชำเรา บิดามารดาต้องรับผิดร่วมกับบุตรผู้เยาว์ด้วย เว้นแต่บิดามารดาจะนำสืบพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ต้องรับผิดร่วมกับบุตรผู้เยาว์ ถ้าบิดามารดาไม่นำสืบ ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้ฟ้องระบุว่าบุตรผู้เยาว์โดยบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นโจทก์แม้จะบรรยายฟ้องบางตอนประหนึ่งว่าบิดาเป็นโจทก์เอง แต่เมื่อคำให้การของจำเลยและคำแถลงของโจทก์จำเลยในวันชี้สองสถานก็เป็นที่เข้าใจโดยชัดแจ้งว่าโจทก์คือบุตรผู้เยาว์ และจำเลยก็มิได้หลงข้อต่อสู้ ถือว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กับพวกได้ฉุดคร่านางสาวสมพงษ์ ไปข่มขืนกระทำชำเราและได้ถอดเอาเครื่องประดับของนางสาวสมพงษ์ไป ทำให้โจทก์เสียหายคือ ค่าเครื่องประดับ ค่าจ้างบุคคลอื่นทำนาแทนค่าตัวที่เสียความเป็นสาว ค่าใช้จ่ายในการติดตาม ค่าใช้จ่ายที่จะต้องเลี้ยงดูไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ค่าเสียหายที่อับอายขายหน้าประชาชน รวมทั้งสิ้น 20,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2, 3 ผู้เป็นบิดามารดาจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์จะต้องรับผิดด้วยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษฉุดคร่านางสาวสมพงษ์ไปจริงแต่จำเลยที่ 2, 3 ซึ่งเป็นบิดามารดามิได้มีส่วนรู้เห็นด้วยและเหลือวิสัยที่จำเลยที่ 2, 3 จะดูแลป้องกันได้และต่อสู้ในเรื่องค่าเสียหายบางรายการว่ามากไปหรือจำเลยไม่ควรต้องเสียกับว่า

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะสับสนในเรื่องตัวโจทก์ ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ ขอให้ยกฟ้องวันชี้สองสถาน โจทก์จำเลยแถลงรับกันบางประการแล้วว่าโจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน ขอให้ศาลวินิจฉัยค่าเสียหายเฉพาะบางรายการคือค่าเสียความเป็นสาวค่าเลี้ยงดูจนบรรลุนิติภาวะ และค่าอับอายศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายตามรายการที่แถลงรับกันไว้คือค่าเครื่องประดับ 1,000 บาท ค่าติดตาม 500 บาท ค่าจ้างคนทำนา 500 บาท ส่วนค่าเลี้ยงดูโจทก์เรียกไม่ได้ ให้ยกค่าเสียหายเป็นสาวและค่าอับอายเป็นประเภทเดียวกัน พิเคราะห์กำหนดให้จำเลยใช้ให้ 5,000 บาท รวมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิด ใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ 7,000 บาทจำเลยที่ 2, 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2, 3 ฎีกาศาลฎีกาพิเคราะห์ในเรื่องที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ปรากฏแน่ชัดลงไปว่าผู้ใดเป็นโจทก์นั้น แล้วเห็นว่าตามคำฟ้อง

ชื่อโจทก์ในตอนต้นเขียนไว้ว่า "นางสาวสมพงษ์ เข็มกลัด โดยนายผิว เข็มกลัดบิดาผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์" ในคำให้การของจำเลยที่ 2, 3 ข้อ 1 ก็ได้เขียนว่า "ในการที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำการฉุดคร่าโจทก์ (นางสาวสมพงษ์) ไปนั้น ฯลฯ" นอกจากนี้ในวันชี้สองสถาน คำแถลงของโจทก์จำเลยก็เป็นที่เข้าใจโดยชัดแจ้งว่า โจทก์คือนางสาวสมพงษ์ จึงเห็นได้ว่าฟ้องโจทก์มิได้เคลือบคลุม จำเลยที่ 2, 3 มิได้หลงข้อต่อสู้แต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบก็ต้องแพ้คดีนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 เห็นได้ว่า เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2, 3 (ซึ่งเป็นบิดามารดา) จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าตนไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เพราะเหตุใด หาใช่เป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องเป็นผู้นำสืบก่อนไม่ เมื่อจำเลยที่ 2, 3 กล่าวอ้างถึงความไม่ต้องรับผิดของตนมาในคำให้การ แต่ตนมิได้นำสืบเช่นนี้ จำเลยที่ 2, 3 จึงไม่อาจปฏิเสธถึงความรับผิดได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แถม สิริสาลี · ชิต บุณยประภัศร · อดุล รัตนปิณฑะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้