คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนายกเทศมนตรีตั้งแต่ พ.ศ. 2492 จนกระทั่งกระทรวงมหาดไทยสั่งปลดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2504 เพราะจำเลยซึ่งเป็นปลัดเทศบาลและสมุห์บัญชีเทศบาล ได้ให้การกับคณะกรรมการสอบสวนใส่ความโจทก์โดยไม่เป็นความจริงว่าโจทก์เอาสังกะสีของเทศบาลไปล้อมรั้วบ้านพักส่วนตัวก่อนมีการประมูล เป็นเหตุให้กรรมการหลงเชื่อได้เสนอให้ลงโทษและปลดโจทก์ กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากหน้าที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 100,000 บาท กับดอกเบี้ยจำเลยให้การว่าที่จำเลยให้การเป็นความจริง ฯลฯศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาทกับดอกเบี้ยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แก่โจทก์5,000 บาท กับดอกเบี้ยโจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนเป็นความเท็จทำให้โจทก์เสียหาย และที่ศาลอุทธรณ์กำหนดว่าโจทก์ควรได้รับค่าเสียหายจำนวน 5,000 บาท
พอเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้วส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลไม่ควรให้จำเลยร่วมกันแทนกันรับผิดต่อโจทก์นั้นปรากฏว่าความข้อนี้จำเลยได้กล่าวอ้างไว้แจ้งชัดในอุทธรณ์ และในศาลชั้นต้นจำเลยก็ให้การว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พออนุโลมได้ว่าจำเลยได้ยกความข้อนี้อ้างอิงแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบกับ มาตรา 247 ได้ความว่านายสงบจำเลยให้การต่อคณะกรรมการเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2504 ส่วนนายศิริจำเลยให้การเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปีเดียวกัน จำเลยต่างคนต่างให้การที่อ้างว่าได้รู้เห็นในหน้าที่ของตน จึงไม่มีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมทั้งตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกัน จึงไม่ควรที่จะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ร่วมกันหรือแทนกันพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายคนละ 2,500 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์