Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1182/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เคยนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายในคดีก่อน แต่โจทก์ขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์แล้วโดยที่ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ นอกจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เดิมที่มีต่อจำเลยโดยทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) โดยชอบแล้ว จำเลยยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่วินิจฉัยว่า ปรส. มีอำนาจในการขายสินทรัพย์จนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย จำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวและเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว แม้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ กรณีก็ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยไม่ยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9334/2544 และที่ 10359/2545 รวม 2 คดี ให้จำเลยกับพวกชำระหนี้แก่โจทก์ ยอดหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 431,246,765.20 บาท โจทก์ตีราคาหุ้นที่จำเลยจำนำเป็นหลักประกันเป็นเงิน 21,000,000 บาท เมื่อนำไปหักจากยอดหนี้ถึงวันฟ้อง คงเหลือหนี้ซึ่งอาจกำหนดได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท จำเลยต้องข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) และ (9) โจทก์เคยฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 504/2546 หมายเลขแดงที่ 1907/2546 ซึ่งศาลกำหนดวันนั่งพิจารณาในวันที่ 28 ตุลาคม 2546 โจทก์ทราบนัดโดยชอบแต่ไม่ไปศาลในวันนัด

ศาลบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณาและไม่มีพยานมาสืบให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1907/2546 หรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 1907/2546 โจทก์ไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ เป็นการขาดนัดพิจารณา และไม่ปรากฏว่าจำเลยติดใจดำเนินคดีต่อไป แม้ศาลล้มละลายกลางจะได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ แต่ศาลก็มีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความโดยที่ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องคดีดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีโดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการต่อไปว่า ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ได้ความจริงว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ชอบหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ในฐานะผู้ซื้อแทนเอเอสโอ ไอ (เดลาแวร์) แอล.แอล.ซี. ผู้ชนะการเสนอราคาในการขายของ ปรส. การซื้อขายดังกล่าวขัดต่อพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เพราะโจทก์มิได้เข้าประมูลโดยเปิดเผยหรือแข่งขันราคาตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

สัญญาซื้อขายดังกล่าวตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า สำหรับคดีนี้ที่โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ทั้งสองคดีดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย นอกจากจำเลยจะไม่ยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน ยังได้ความจากพยานโจทก์ปากนางศิริพร วงศ์ชะอุ่ม ว่าโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ที่มีต่อจำเลยโดยทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับ ปรส. และพยานปากนี้เบิกความตอบคำถามติงได้ความว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนตามระเบียบของ ปรส. ที่ระบุว่าหากผู้ประมูลต้องการให้บุคคลอื่นซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แทนให้ออกหนังสือค้ำประกันที่ไม่อาจเพิกถอนได้ให้

ปรส. ซึ่งผู้ประมูลได้ คือ เอเอสโอ ไอ (เดลาแวร์) แอล.แอล.ซี. ได้ทำหนังสือค้ำประกันยื่นต่อ ปรส. แล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เข้าซื้อหนี้สินตามสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับ ปรส. แทนผู้ประมูลได้ ดังนี้ นอกจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจะรับฟังได้ว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กับ ปรส. โดยชอบแล้ว จำเลยยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ทั้งสองคดีดังกล่าวที่วินิจฉัยว่า ปรส. มีอำนาจในการขายสินทรัพย์จนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียอีกด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติข้างต้นว่า จำนวนหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ทั้งสองคดีคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 431,246,765.20 บาท และโจทก์ตีราคาหุ้นที่จำเลยจำนำเป็นหลักประกันเป็นเงิน 21,000,000 บาท ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า

พยานหลักฐานของโจทก์ได้ความจริงว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาหนี้ดังกล่าวและเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า หนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 9334/2544 เอกสารหมาย จ.19 ขาดอายุความแล้ว จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาคดีดังกล่าวและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ กรณีถือได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย เห็นว่า คำพิพากษาของศาลคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยด้วยว่าคดีไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ซึ่งจำเลยยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ยังไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล · สมชาย พงษธา · พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้