Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1174/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระบุว่า จำเลยได้ ขายที่ดินให้แก่โจทก์ในราคา 40,000 บาท ชำระเงินแล้ว 10,000 บาท แต่ เอกสารดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้โจทก์ผ่อนชำระเงินที่เหลืออีก 30,000 บาทภายในกำหนดเวลาเท่าใด การที่โจทก์นำพยานบุคคลสืบถึง กำหนดเวลาที่ต้อง ชำระเงินส่วนที่เหลือจึงเป็นการนำสืบถึง ข้อตกลงต่างหาก จากสัญญาจะซื้อขายเพื่อให้ชัดเจน ดังนี้ ไม่เป็นการนำสืบแก้ไขเพิ่มเติมเอกสาร.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า โจทก์ได้ขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1เป็นเงิน 20,000 บาท ครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่ได้ไถ่คืน ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2526 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ในราคา 40,000 บาท ได้ชำระราคาในวันทำสัญญา 10,000 บาทส่วนที่เหลืออีก 30,000 บาท ตกลงจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม2528 พร้อมกับจะจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2527จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินไว้กับโจทก์ เป็นการทำให้โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ และรับเงินจากโจทก์อีก 30,000 บาท และให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถโอนให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์

พร้อมดอกเบี้ยกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์อีก 40,000 บาทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ได้ขอเช่าซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ในราคา 40,000 บาท โดยขอชำระเงินงวดแรก10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระอีก 3 เดือนเดือนละ 10,000 บาทจำเลยที่ 1 ได้ออกใบรับเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ผิดสัญญาไม่ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ แล้วโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต เปิดเผยกับได้จดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานถูกต้องแล้ว จำเลยที่ 2 จึงได้สิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าวสำนวนที่สองจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องว่า

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยซื้อจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม2527 เป็นเงิน 35,000 บาท เมื่อเดือนพฤษภาคม 2528 โจทก์ได้บุกรุกเข้ามาตัดไม้ในที่ดินของจำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อปลายเดือนมิถุนายน2528 โจทก์ได้หว่านกล้าเพื่อปลูกข้าวในที่ดินของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ได้บอกกล่าวให้โจทก์ออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ 2 แล้วโจทก์เพิกเฉยเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ขาดค่าเช่าอย่างต่ำเดือนละ 1,000 บาท ขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินของจำเลยที่ 2 กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เดือนละ1,000 บาทโจทก์ให้การว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1ได้ฉ้อฉลทำนิติกรรมโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้ง

ๆที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์ไว้ก่อนแล้วซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ทราบดี นิติกรรมการโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมา จำเลยที่ 2 ไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ค่าเช่าที่ดินตามฟ้องอย่างสูงไม่เกินปีละ 800 บาทศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์พร้อมกับรับเงินจำนวน 30,000 บาทจากโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คำขอของจำเลยที่ 2 ให้ยกจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2ปีละ 2,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาทโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารหมาย จ.7แสดงแจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในราคา40,000 บาท แต่เอกสารดังกล่าวไม่มีข้อความว่า ให้โจทก์ผ่อนชำระเงินที่เหลืออีก 30,000 บาท ภายในกำหนดเวลาเท่าใด โจทก์นำพยานบุคคลมานำสืบให้เห็นว่า ได้ตกลงให้ชำระเงินที่เหลือจำนวน30,000 บาท ภายในเดือนมีนาคม 2528 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 8 ตุลาคม2527 นั้น... "...พยานหลักฐานของโจทก์นอกจากพยานบุคคล โจทก์ยังมีเอกสารหมาย จ.7 มาสืบประกอบตามเอกสารหมาย จ.7 ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์ในราคาสี่หมื่นบาทชำระแล้วหนึ่งหมื่นบาท และโจทก์ยังนำสืบถึงกำหนดเวลาที่ต้องชำระเงินส่วนที่เหลืออีกด้วย

การนำสืบดังกล่าวเป็นการนำสืบถึงข้อตกลงต่างหากจากสัญญาจะซื้อขายเพื่อให้ชัดเจน โจทก์จึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ ไม่เป็นการแก้ไขหรือเพิ่มเติมเอกสารประการใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยโจทก์จะชำระเงินที่เหลือจำนวน 30,000 บาท ภายในเดือนมีนาคม 2528 จำเลยที่ 1จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2ในวันที่ 8 ตุลาคม 2527..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเทพ กิจสวัสดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2566

แม้สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่กฎหมายไม่ให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า สัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ใน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2566

แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองรวมแปดโฉนด ข้อ 5 ระบุให้สัญญาฉบับนี้เป็นหลักฐานการกู้เงิน ข้อ 6 ระบุว่า ไม่มีดอกเบี้ย กำหนดชำระคืนภายในหนึ่งปี และตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 1 ระบุว่า หากผู้กู้ผิดสัญญากู้โดยไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5003/2565

ในการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทตามรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะประธานที่ประชุมนั้น มีการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทหลายครั้งต่างวาระกัน แต่กลับระบุว่าเป็นการประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6607/2561

ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี..." ก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้