Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยทั้งสองบังคับจับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจากหน้าศูนย์การค้า ซ. เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีเหตุอันสมควรรอการลงโทษจำคุกให้ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2540 แต่โจทก์นำสืบตรงตามข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2540 และจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง แสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้หลงต่อสู้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงตามฟ้องศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 309, 310, 371, 391 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 391 เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ มีกำหนด 1 เดือน กับปรับจำเลยที่ 2 ฐานพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะ เป็นเงิน 100 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 1 เดือน และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองนำตัวนางสาวศศิประภา ฉลาด ผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ษ - 8374 กรุงเทพมหานคร แล้วขับพาไปตามถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อไปถึงสี่แยกหลักสี่ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดมีดปลายแหลม 1 เล่ม เหล็กแหลม 2 ง่าม 1 อัน กับรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของกลาง สำหรับข้อหาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความเป็นพยานว่า ในวันเกิดเหตุขณะผู้เสียหายที่ 1 ยืนรอรถประจำทางที่หน้าศูนย์การค้าเซียร์รังสิต จำเลยที่ 2 เข้ามาด้านหลัง ล๊อกคอและใช้อาวุธมีดจี้คอผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในรถยนต์ โดยจำเลยที่ 1 ถือเหล็กแหลมพูดข่มขู่ว่าหากขัดขืนจะแทงให้ตาบอด จำเลยที่ 1 นั่งในที่นั่งคนขับ ส่วนจำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายที่ 1 นั่งด้านหลัง จำเลยที่ 1 ขับรถไปตามถนนวิภาวดีรังสิตมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร ขณะอยู่ในรถยนต์จำเลยที่ 2 ตบตีผู้เสียหายที่ 1 และพยายามใช้อาวุธมีดทำท่าจะแทง

ผู้เสียหายที่ 1 ขัดขืนโดยจับมือของจำเลยที่ 2 ไว้ เมื่อรถยนต์แล่นมาถึงสี่แยกหลักสี่จำเลยที่ 1 ขับรถฝ่าสัญญาณไฟ จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับ ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งลงจากรถยนต์ไปที่ป้อมตำรวจ แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่อยู่ที่ป้อมตำรวจว่าถูกจำเลยทั้งสองจับตัวมาจากศูนย์การค้าเซียร์รังสิตและถูกทำร้ายร่างกาย สิบตำรวจโทอุทัย ศรีพุฒ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานทำหน้าที่ควบคุมสัญญาไฟจราจรที่สี่แยกหลักสี่ ในวันเวลาเกิดเหตุพยานได้รับแจ้งจากสถานีตำรวจภูธรตำบลคูคตว่ามีการฉุดผู้หญิงมาจากศูนย์การค้าเซียร์รังสิต มุ่งหน้ามาทางแยกหลักสี่ ให้พยานสกัดจับและแจ้งหมายเลขทะเบียนรถยนต์มาด้วย พยานพบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ตรงทางข้ามทางรถไฟ จึงไปจับกุมจำเลยทั้งสองในขณะนั้นจำเลยที่ 1 นั่งด้านหน้า

ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งด้านหลังใช้เหล็กแหลมจี้ผู้เสียหายที่ 1 จากการตรวจค้นภายในรถยนต์พบอาวุธมีด 1 เล่ม กับเหล็กแหลมใช้ย่างเนื้อ 1 อัน อยู่ที่จำเลยที่ 2 นายแพทย์อดุลย์ ไชยพันธุ์ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2540 ผู้เสียหายที่ 1 ไปพบพยานที่โรงพยาบาลบอกว่าถูกเหล็กเสียบเนื้อย่างแทงที่มือซ้าย พยานตรวจพบรอยแผลทะลุฝ่ามือไปถึงด้านหลังมืออยู่บริเวณอุ้งมือซ้ายและมีแผลถลอกที่เปลือกตาด้านขวา เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกัน สิบตำรวจโทอุทัยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง และคำเบิกความไม่มีพิรุธ เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่สิบตำรวจโทอุทัยเข้าไปจับจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ยังคงใช้เหล็กแหลมจี้ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ ประกอบกันคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ก็สอดคล้องกับบันทึกการจับกุม เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสองทำขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุนั่นเอง โดยจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกดังกล่าวและไม่ได้โต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองก็นำสืบเจือสมว่าร่วมกันพาตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจากหน้าศูนย์การค้าเซียร์รังสิต เพียงแต่ต่อสู้ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำร้าย ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังกาย อาวุธมีด และเหล็กแหลมของกลางเป็นอาวุธบังคับเอาตัวผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถยนต์แล้วขับรถพาออกมาจากศูนย์การค้าเซียร์รังสิต และในระหว่างที่อยู่ในรถยนต์จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธเหล็กแหลมขู่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และใช้มือตบผู้เสียหายที่ 1 ที่ใบหน้า

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 จำเลยทั้งสองต้องการไปตามหานางสาวสุรวดี พูนชัย หลานของจำเลยทั้งสองที่เคยไปเที่ยวและพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 แต่กลับถูกผู้เสียหายที่ 1 ด่าว่าและถูกเพื่อนของผู้เสียหายที่ 1 ช่วยกันใช้ไม้และรองเท้าสเกตตีที่รถยนต์จนกระจกด้านหน้าและด้านหลังแตก จำเลยทั้งสองจึงเข้าไปหยิบมีดและเหล็กแหลมมาถือไว้เพื่อป้องกันตัวนั้น ปรากฏว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้าง นอกจากนี้หากจำเลยทั้งสองถูกพวกของผู้เสียหายที่ 1 รุมทำร้ายถึงขนาดใช้ไม้และรองเท้าสเกตตีที่กระจกรถยนต์จนได้รับความเสียหายกระจกแตกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

จำเลยทั้งสองต้องแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจเพราะจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความว่าขับรถไปที่สี่แยกหลักสี่เพื่อต้องการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้แจ้งความแต่อย่างใดจึงเป็นพิรุธนอกจากนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองที่บังคับข่มขืนใจพาตัวผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถยนต์มาดังกล่าวเป็นการกระทำที่ล่วงละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองจะอ้างเหตุป้องกันมายกเว้นความผิดหาได้ไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไม่อาจหักล้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองบังคับจับตัวผู้เสียหายที่ 1 มาจากหน้าศูนย์การค้าเซียร์รังสิต เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุกให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี นั้น ปรากฏว่ารถยนต์ของจำเลยทั้งสองก็ได้รับความเสียหายกระจกหน้าและหลังแตก น่าเชื่อว่าเหตุเกิดจากฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 ด้วย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรกำหนดโทษฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมกับความผิด

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2540 แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์นำสืบตรงตามข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2540 และจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง แสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้หลงต่อสู้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงตามฟ้องศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 นั้นเมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 1 เดือน และปรับ 100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บวร กุลทนันทน์ · ชัช ชลวร · วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้