Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและไม่ใช่ทายาท กับจำเลยที่ 2 ผู้ให้เช่า ทำการจดทะเบียนเลิกสัญญาเช่าที่ผู้ตายทำขึ้นโดยทราบดีว่ามีข้อสัญญาว่าถ้าผู้เช่าวายชนม์ ให้สิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าตกทอดไปยังทายาทของผู้เช่านั้น เป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย.(ที่มา-ส่งเสริม)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ และขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 750,000 บาท กับค่าเสียหายแทนค่าเช่าอีกเดือนละ 6,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า เหตุที่จำเลยที่ 2 เลิกสัญญาเช่าเพราะจำเลยที่ 1 ค้างค่าเช่า จำเลยที่ 3 ได้ลงชื่อในสัญญาในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 มิใช่ในฐานะส่วนตัว

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายนายภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ทายาทของผู้ตาย ขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 220,000 บาทแก่โจทก์ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายแทนค่าเช่าให้โจทก์อีกเดือนละ 2,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยกเสีย โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 400,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า '...

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นบิดาและทายาทของนายจิ้งเม้ง แซ่เล้า ผู้ตายจำเลยที่ 1 เป็นภริยาผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ขณะมีชีวิตอยู่นายจิ้งเม้งได้เช่าตึกแถวพิพาท เลขที่68 ตั้งอยู่ถนนชนเกษม ตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากจำเลยที่ 2 โดยจดทะเบียนการเช่าไว้มีกำหนด 30ปี ต่อมานายจิ้งเม้งถึงแก่กรรมศาลฎีกามีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกนายจิ้งเม้งร่วมกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2521 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้เลิกสัญญาเช่าตึกพิพาทกัน แล้วจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 4 เช่าตึกพิพาทต่อโดยจดทะเบียนการเช่ามีกำหนด 23 ปี 6 เดือน

เท่ากับกำหนดเวลาที่เหลือตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับนายจิ้งเม้งเดิม คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติแล้ว ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 1 นั้นก็ฟังได้เป็นยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์คดีมีปัญหาว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด และจำเลยที่ 2 ที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่ สำหรับปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น โจทก์มีนายวิสิทธิ์ ธัญชลีนาวงศ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นบุตรโจทก์เบิกความยืนยันว่า ก่อนวันที่ 18 มกราคม 2521 ซึ่งเป็นวันเลิกสัญญาเช่าตึกพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายจิ้งเม้งและเป็นวันทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4นั้น

พยานได้พาโจทก์ไปบอกจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้ทราบถึงผลของคดีที่ศาลมีคำสั่งตั้งให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกนายจิ้งเม้งร่วมกัน และผลของคดีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์มีส่วนในสิทธิการเช่าตึกพิพาท นอกจากนี้สัญญาเช่าตึกพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายจิ้งเม้งตามสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าตึกตึกแถวท้ายฟ้องก็ระบุไว้ชัดในข้อ 2 ว่า ถ้าผู้เช่าวายชนม์ลงสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าให้ตกทอดไปยังทายาทของผู้เช่าทุกประการ จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ให้เช่าย่อมจะต้องทราบถึงข้อกำหนดดังกล่าวดี

อนึ่ง ปรากฏตามเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.8 ว่าจำเลยที่ 3 ลงชื่อในนามของจำเลยที่ 2 ในการขอจดทะเบียนเลิกให้เช่าตึกพิพาทซึ่งนายจิ้งเม้งเป็นผู้เช่าโดยอ้างเหตุว่าผู้เช่าถึงแก่กรรม จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ขอจดทะเบียนเลิกให้เช่าตึกพิพาททั้งๆ ที่ทราบว่าสิทธิในการเช่าตึกพิพาทตกทอดไปยังทายาทของนายจิ้งเม้ง และในวันเดียวกันนั้นเองคือวันที่ 18 มกราคม 2521 จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ก็นำตึกพิพาทไปให้จำเลยที่ 4 เช่าโดยมีข้อกำหนดตามสัญญาเช่าเช่นเดียวกับที่เคยทำไว้กับนายจิ้งเม้ง ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเอกสารหมาย จ.9 นอกจากนี้ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย

จ.7 ซึ่งกระทำในวันเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำต่อนายอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานีว่า ผู้เช่าตาย จำเลยที่ 2 จึงขอเลิกสัญญาเช่าตึกแถวดังกล่าว เอกสารนี้มิได้มีข้อความพาดพิงถึงทายาทของผู้เช่าเลยสำหรับสำเนาภาพถ่ายบันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 ก็ระบุเพียงว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 และบุตรไม่มีความประสงค์ที่จะเช่าต่อไปแล้ว มิได้กล่าวถึงข้อกำหนดในสัญญาเลยว่าสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าตกไปยังทายาทจำเลยที่ 1 จึงมิได้ให้ถ้อยคำในฐานะทายาทหรือแทนทายาทคนใดเลย แต่เห็นได้ว่าทั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 พยายามปิดบังข้อกำหนดในสัญญาเช่าดังกล่าวเพื่อให้เจ้าพนักงานจดทะเบียนการเลิกเช่าให้ ดังจะเห็นได้จากเอกสารหมาย

จ.7 ว่า จำเลยที่2 ให้ถ้อยคำว่าสัญญาเช่าฉบับของจำเลยที่ 2 ได้สูญหายไป ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ทายาทของนายจิ้งเม้ง แต่ได้สมคบกับจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมการเลิกเช่าตึกพิพาทดังกล่าว เพราะจำเลยที่ 2 ย่อมจะพิสูจน์ความจริงได้โดยง่ายว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจิ้งเม้งหรือไม่ โดยการขอดูทะเบียนสมรสจากจำเลยที่ 1 จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเลิกสัญญาเช่าแทนบุตรซึ่งเป็นทายาทของนายจิ้งเม้งนั้นจำเลยที่ 2 ก็มิได้ให้การต่อสู้ไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่นั้นโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นเลยว่า

จำเลยที่ 4 จงใจกระทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร แม้โจทก์จะนำสืบทำนองว่า โจทก์ได้บอกให้จำเลยที่ 4 ทราบว่าโจทก์มีส่วนในการเช่าตึกพิพาท ก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 4 จะต้องเชื่อฟังและล้มเลิกความตั้งใจที่จะเช่าตึกพิพาท จำเลยที่ 4 น่าจะเชื่อถือเจ้าพนักงานมากกว่าโจทก์จำเลยที่ 4 ไม่มีส่วนผูกพันตามสัญญาเช่าเดิมที่จำเลยที่ 2ทำไว้กับนายจิ้งเม้ง ทั้งจำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่ระวังรักษาผลประโยชน์ให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 4 จะต้องรักษาผลประโยชน์ตนเองมากกว่ากล่าวคือ เมื่อจำเลยที่ 4 ประสงค์จะเช่าตึกพิพาท หากเจ้าพนักงานสามารถจดทะเบียนการเช่าให้จำเลยที่ 4 ได้ จำเลยที่4 ก็น่าจะเต็มใจที่จะเช่าตึกพิพาท ในกรณีนี้ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของตึกพิพาทโดยเจ้าพนักงานจดทะเบียนการเช่าให้แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 4 จะต้องสงสัยว่า

จำเลยที่ 2 ให้ตนเช่าและเจ้าพนักงานจดทะเบียนการเช่าให้ตนโดยชอบหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 4 ได้จ่ายเงินกินเปล่าให้จำเลยที่ 2 ไปจริงดังที่จำเลยที่ 4 นำสืบ มิฉะนั้นจำเลยที่ 2 คงจะไม่ยินยอมให้จำเลยที่ 4 เช่าตึกพิพาทเป็นเวลาถึง 23 ปี 6 เดือน ตามพฤติการณ์ไม่อาจฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายโดยผิดกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อสุดท้ายที่ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เพียงใดนั้น โจทก์นำสืบว่า นายจิ้งเม้งได้สิทธิการเช่าตึกพิพาทโดยโจทก์ออกเงินค่าก่อสร้างให้จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาทเศษ และจำเลยที่ 4 เบิกความว่า เสียค่าตอบแทนในการจดทะเบียนการเช่าเป็นเงิน 400,000 บาท ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ 400,000 บาทกับค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาทนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาโจทก์และจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น'

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · เจริญ นิลเอสงฆ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 703998)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2567

จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของโจทก์อยู่ขณะเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของกรรมการซึ่งจะต้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้