คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์มีอำนาจฟ้อง ส่วนในประเด็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.14เป็นพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายว่าการที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาในบันทึกรายการเอกสารหมาย จ.8ถึง จ.14 เป็นพยานหลักฐานขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์อ้างสำเนาใบบันทึกรายการตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.14 เป็นพยานโดยไม่ได้ส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าว และในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างหรือแสดงให้เห็นว่าต้นฉบับเอกสารดังกล่าวหาไม่ได้เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้เพราะเหตุประการใดก็ตาม แต่ปรากฏตามสำนวนคดีนี้ว่า เมื่อวันที่7 ธันวาคม 2538 ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ 1 เดือนเศษ โจทก์ได้แถลงขอส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลและให้ฝ่ายจำเลย
ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีการรับสำเนาไปแล้วเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2538 ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 31 มกราคม 2539 โจทก์นำสืบพยานบุคคล1 ปาก และอ้างส่งเอกสาร 37 ฉบับ รวมทั้งเอกสารหมาย จ.8ถึง จ.14 ซึ่งเป็นสำเนาเอกสารด้วย แล้วโจทก์แถลงหมดพยานแสดงว่าโจทก์สืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จในวันที่ 31 มกราคม 2539แต่จำเลยซึ่งถูกโจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานยันตนก็หาได้คัดค้านการที่โจทก์นำสำเนาเอกสารดังกล่าวมาสืบว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องกับต้นฉบับเสียภายในระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 แม้ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539จำเลยจะยื่นคำร้องคัดค้านการที่โจทก์อ้างสำเนาเอกสารหมาย
จ.8ถึง จ. 35 จำเลยก็กล่าวอ้างเพียงว่าศาลจะรับฟังเอกสารเป็นพยานได้แต่ต้นฉบับ เอกสารที่โจทก์อ้างเป็นเพียงสำเนาเอกสารรับฟังไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้คัดค้านโดยตรงว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ทั้งไม่ได้ระบุถึงสาเหตุที่จำเลยไม่อาจคัดค้านได้ก่อนที่โจทก์จะสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคสองจึงถือว่าจำเลยไม่ได้คัดค้านการอ้างสำเนาเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.14 โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง จึงห้ามมิให้จำเลยคัดค้านความถูกต้องของสำเนาเอกสารนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคสาม ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังสำเนาเอกสารหมาย
จ.8 ถึง จ.14 เป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจึงหาขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวไม่และคดีนี้มีทุนทรัพย์เพียง 22,159.41 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นเป็นหนี้โจทก์และพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้และดอกเบี้ยแก่โจทก์ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น