Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1159/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินซึ่งรัฐบาลซื้อจากเอกชนเพื่อสร้างสถานที่ราชการ และได้มีพระบรมราชโองการ ให้ขึ้นทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังแต่ครั้งสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ในทะเบียนที่ราชพัสดุมีหมายหตุไว้ในช่องใช้ราชการหรือจัดให้เช่าทำประโยชน์ว่าให้เช่าปลูกโรงชั่วคราว ที่ดินราชพัสดุซึ่งอยุ่ติดต่อกันได้ใช้ปลูกสร้างเป็นที่ทำการแขวงการทาง กรมธนารักษ์ในกระทรวงการคลังมอบให้สรรพากรจังหวัดเป็นผู้ดูแล แม้ที่ดินดังกล่าวจะยังมิได้ใช้ปลูกสร้างสถานที่ราชการ ก็เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ซึ่งมิใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่า (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 15/2512) ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ. 2506 มาตรา 9 ซึ่งบัญญัติว่ากระทรวงการคลังมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการเงินแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร หรือกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน นอกจากสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นั้น หาได้ยกเว้นมิให้กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับสาธารณสมบัติของแผ่นดินทุกชนิดไม่ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 บัญญัติว่า บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน หรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีมีอำนาจดูแลรักษาดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณี อำนาจหน้าที่ดังว่านี้ รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้ก็ได้ แต่โดยที่ได้มีพระบรมราชโองการให้กระทรวการคลังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินราชพัสุรายพิพาท และขึ้นทะเบียนไว้แล้วก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พระบรมราชโองการในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย่อมถือเป็นกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษา และดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินราชพัสดุ อธิบดีกรมที่ดินจึงไม่มีอำนาจ และเมื่อมีประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 8 วรรคท้าย บัญญัติว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการมหาดไทยมีอำนาจที่จะจัดขึ้นทะเบียนเป็นทบวงการเมืองได้ กระทรวงการคลังก็คงใช้อำนาจครอบครองที่ราชพัสดุอยู่เช่นเดิม โดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมถือได้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้จัดให้ที่พิพาทขึ้นทะเบียนเป็นของกระทรวงการคลังแล้วโดยอนุโลม พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมเป็นกฎหมายทั่วไปที่กำหนดอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมายของกระทรวงและทบวงการเมืองต่างๆ ย่อมไม่ลบล้างอำนาจของกระทรวงการคลังซึ่งได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคท้าย อันเป็นกฎหมายพิเศษ เพราะกฎหมายพิเศษย่อมยกเว้นกฎหมายทั่วไป กระทรวงการคลังจึงมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับที่ราชพัสดุรายพิพาทได้ (อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1159/2511) สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ผู้ใดจะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลรวมพิจารณา โดยโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ดูแลที่ราชพัสดุทะเบียน ๙๘๐๓ เนื้อที่ ๒ ไร่ ซึ่งซื้อจากเอกชนเพื่อให้สร้างสถานที่ราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยทั้งสองได้เอาส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ เลขทะเบียน ๙๘๐๓ และ ๙๘๐๐ ไปขอออกโฉนดโดยไม่มีอำนาจ เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อ จึงออกโฉนดให้เลขที่ ๖๑๔ และ ๕๗๙ ขอให้เพิกถอนโฉนด และขับไล่จำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลย ไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจำเลยขอออกโฉนดโดยสุจรติ คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ ๖๐๔ ให้นางสุพรจำเลยและบริวารออกจากที่ดิน และรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย และให้เพิกถอนโฉนดที่ ๕๗๙ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ราชพัสดุตามแผ่นที่พิพาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เป็นพ้องด้วยคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกข้อนอกจากเรื่องมอบอำนาจซึ่งโจทก์มิได้มอบอำนาจเกี่ยวกับที่ราชพัสดุแปลงที่ ๙๘๐๐ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับที่ราชพัสดุแปลงเลขที่ ๙๘๐๐ และที่ให้เพิกถอนโฉนด กับให้นางสุพรจำเลยพร้อมด้วยบริวารออกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปนั้น ให้บังคับเฉพาะส่วนที่จำเลยรุกล้ำที่ราชพัสดุแปลงเลขที่ ๙๘๐๓ ตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ข้อที่จำเลยฎีกาว่า กระทรวงกระคลังโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้อง เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ. ๒๕๐๖ มาตรา ๙ และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ. ๒๕๐๖ มาตรา ๘ บัญญัติว่า "กระทรวงการคลังมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการเงินแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร หรือกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน นอกจากสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ฯลฯ" ตามมาตรานี้จะเห็นได้ว่า กฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่จัดกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่ที่บัญญัติต่อไปเป็นข้อยกเว้นที่ "นอกจากสาธารณสมบัติของแผ่นดิน" นั้น จะหมายถึงสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใด เพราะตามประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ สาธารณสมบัติของแผ่นดินมีหลายชนิด และบัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่า รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และยกตัวอย่างไว้ ๓ อนุมาตราด้วยกัน

หากพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม ฯ มาตรา ๙ ยกเว้นมิให้กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับสาธารณสมบัติของแผ่นดินทุกชนิดแล้ว สมมุติว่ามีผู้บุกรุกที่ดินที่ตั้งกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นสำนักราชการบ้านเมือง ตามอนุมาตรา ๙ ซึ่งเป็นทรัพย์สินเพื่อใช้ประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ กระทรวงการคลังมิฟ้องผู้บุกรุกนั้นมิได้หรือ ดังนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ที่พิพาทเป็นที่ดินซึ่งรัฐบาลซื้อมาเพื่อสร้างสถานที่ราชการ และได้มีพระบรมราชโองการให้ขึ้นทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังแต่ครั้งสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ดังที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ที่หลวงหวงห้าม" ปรากฏตามหนังสือกระทรงการคลังยืนยันไปยังคณะกรรมการจังหวัดชุมพร

พร้อมกับคัดสำเนาทะเบียนส่งไปด้วย สำหรับที่พิพาทได้หมายเหตุในทะเบียนในครั้งนั้นไว้ในช่องใช้ราชการหรือจัดให้เช่าทำประโยชน์อย่างไรว่า "ให้เช่าปลูกโรงชั่วคราว" และได้ความว่าที่ดินราชพัสดุแปลงเลขที่ ๙๘๐๐ ซึ่งอยู่ติดต่อด้านเหนือที่พิพาท ต่อมาได้ใช้ปลูกสร้างเป็นที่ทำการแขวงการทางอยู่จนปัจจุบันนี้ กรมธนารักษ์ในกระทรวงการคลังซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในที่พิพาทและที่ราชพัสดุทั่วราชอาณาจักรได้มอบให้สรรพากรจังหวัดดูแลที่พิพาท ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่าเมื่อยังไม่ได้ใช้ปลูกสร้างสถานที่ราชการก็เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ ซึ่งไม่ใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่า

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณี อำนาจหน้าที่ดังว่านี้ รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้ก็ได้ และประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติรับรองที่ดินของทบวงการเมืองไว้ อาทิ มาตรา ๒๒ (๒) และ ๓๖ (๑) แต่โดยที่ได้มีพระบรมราชโองการให้กระทรวงการคลังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินราชพัสดุที่พิพาท และขึ้นทะเบียนไว้แล้วก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พระบรมราชโองการในสมัยนั้นย่อมถือเป็นกฎหมาย ให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ราชพัสดุ

อธิบดีกรมที่ดินจึงไม่มีอำนาจเกี่ยวกับที่ราชพัสดุเช่นที่พิพาทนี้ และเมื่อมีประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ วรรคท้าย ที่ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจที่จะจัดขึ้นทะเบียนเป็นของทบวงการเมืองได้ใช้บังคับนั้น กระทรงการคลังก็คงใช้อำนาจครอบครองที่ราชพัสดุอยู่เช่นเดิม โดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงประการใด ดังนั้นย่อมถือได้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้จัดให้ที่พิพาทขึ้นทะเบียนเป็นของกระทรวงการคลังแล้วโดยอนุโลม

ศาลฎีกาเห็นว่าพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมเป็นกฎหมายทั่วไป ที่กำหนดอำนาจและหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมายของกระทรวงและทบวงการเมืองต่าง ๆ ย่อมไม่ลบล้างอำนาจของกระทรวงการคลังซึ่งได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ วรรคท้าย อันเป็นกฎหมายพิเศษ เพราะกฎหมายพิเศษย่อมยกเว้นกฎหมายทั่วไป กระทรงการคลังจึงมีอำนาจฟ้องหรือมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีนี้ได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๕๙/๒๕๑๑ ข้อที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าไม่เคลือบคลุม ข้อที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๖ ฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาฟังว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งรัฐบาลซื้อจากเอกชนเพื่อไว้ใช้สร้างสถานที่ราชการ เดิมอยู่ในความดูแลของแผนกมหาดไทย ต่อมาได้โอนมาเป็นของกระทรวงการคลังโดยพระราชโองการ และได้ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุไว้ จำเลยเอาที่พิพาทไปขอออกโฉนดโดยไม่ชอบ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิริยะ เกิดศิริ · ไฉน บุญยก · สุธี โรจนธรรม
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดชุมพร - นายวิทวัส อยู่วัฒนา
ศาลอุทธรณ์ - นายอัศนี เกาไศยนันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้