Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11462/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นรายปี ปีละ 70,000 บาท และรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะมีอายุครบ 25 ปี บริบูรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้วจำเลยส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์จำนวนหนึ่งแล้วไม่ส่งอีก โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยเดือนละ 6,500 บาท เมื่อเงินเดือนจำเลยเพิ่มขึ้นโจทก์ขอให้อายัดเพิ่มเป็นเดือนละ 8,000 บาท ต่อมาจำเลยจึงยื่นคำแถลงต่อศาลว่าจำเลยป่วยเป็นโรคต่อมน้ำเหลือง ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะและมีงานทำแล้ว ขอให้งดการบังคับคดี โจทก์จำเลยจึงตกลงกันไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยจะชำระเงินให้โจทก์เพียงเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าจะครบตามสัญญาเดิม และเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยตามข้อตกลงใหม่จนกระทั่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 25 ปีแล้ว โจทก์จะอ้างว่าข้อตกลงใหม่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิม ขอให้บังคับคดีตามข้อตกลงเดิมในสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่ เพราะโจทก์สมัครใจยินยอมตกลงกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูกับจำเลยในอัตราใหม่ซึ่งอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้จึงไม่ถือว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ไม่ใช่กรณีที่ศาลมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลที่จะสั่งเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูไปตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ให้และผู้รับก็มีผลเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยโจทก์กับจำเลยยินยอมหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นรายปี ปีละ 70,000 บาท และเป็นรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 5 มกราคม 2540 และในงวดถัดไปภายในวันที่ 5 มกราคมของทุกปี ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือนงวดถัดไปให้ชำระภายในวันที่ 5 ของทุกเดือนติดต่อกันจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ จำเลยมีหนังสือถึงศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 มกราคม 2552 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนอายัดเงินเดือนของจำเลยไปยังสำนักงานสาธารณสุขอำเภอสีคิ้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 ให้ถอนอายัดเงินเดือนของจำเลยและถอนการบังคับคดีตามคำขอของจำเลยและมีหนังสือลงวันที่ 2 มีนาคม 2552 แจ้งคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับคดีจำเลยต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธณณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 13 ธันวาคม 2539 โดยตกลงหย่าขาดจากกัน จำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง กับยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายปี ปีละ 70,000 บาท และเป็นรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท เริ่มชำระภายในวันที่ 5 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ (ผู้เยาว์ทั้งสองเกิดวันที่ 28 มิถุนายน 2526) หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 แล้ว จำเลยส่งเงินให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2540 เดือนละ 9,000 บาท

รวมเป็นเงิน 27,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ส่งเงินให้โจทก์อีกตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยยื่นคำร้องลงวันที่ 7 มกราคม 2541 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า จำเลยรับราชการได้รับเงินเดือน 13,040 บาท ขอให้อายัดเงินเดือนของจำเลยไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เดือนละ 6,500 บาท ต่อมาสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมามีหนังสือลงวันที่ 28 มกราคม 2541 ถึงสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมาแจ้งว่า จำเลยมีรายรับ 13,040 บาท มีรายจ่ายหักจากเงินเดือนคือหนี้เงินกู้สหกรณ์ 10,051.50 บาท กบข. 391 บาท ณกส. 160 บาท เหลือเงินเดือนที่รับจริงเพียง 2,437.50 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นทราบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในหนังสือถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 3 มีนาคม 2541 ว่า โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยเดือนละ 6,500 บาท เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้อายัดตามนั้น ต่อมาจำเลยได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 16,890 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์จึงร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 8,000 บาท ได้มีการอายัดตามจำนวนดังกล่าวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 จนถึงเดือนสิงหาคม 2550 ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2550 จำเลยยื่นคำแถลงและแถลงต่อศาลว่าจำเลยป่วยเป็นโรคต่อมน้ำเหลือง ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะกับมีงานทำแล้ว

ประสงค์จะขอให้งดการบังคับคดี ในวันนัดพร้อมถัดมา โจทก์กับจำเลยได้เจรจากัน ในที่สุดตกลงกันให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าจะครบตามสัญญาเดิม ซึ่งศาลชั้นต้นได้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 กันยายน 2550 และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินเดือนของจำเลยต่อมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2551 เนื่อจากผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 25 ปีแล้ว รายละเอียดปรากฏตามหนังสือของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอสีคิ้ว ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2552 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลบังคับตามข้อตกลงเดิมในสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองยังไม่ครบถ้วนตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งจะต้องชำระเป็นเงินทั้งสิ้น 1,215,660.11 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยเป็นเงินทั้งสิ้น 843,023.50 บาท

ยังขาดอยู่จำนวน 372,363.61 บาท คู่สัญญาต้องปฏิบัติตามเจตนาที่แสดงออกมาในสัญญาตามหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้ แต่จะนำหลักกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยขัดหรือแย้งกับเจตนาของคู่สัญญาที่แสดงไว้ในสัญญาหาได้ไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวส่วนที่ขาดอยู่ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เห็นว่า การที่โจทก์แถลงต่อศาลและร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้อายัดเงินเดือนของจำเลยเดือนละ 6,500 บาท 8,000 บาท และ 5,000 บาท ตามลำดับนั้น

แสดงว่าโจทก์สมัครใจยินยอมตกลงเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูกับจำเลยใหม่ หลังจากทราบว่าจำเลยอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชำระเงินให้โจทก์ได้ตามจำนวนที่ตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลได้บันทึกไว้ในสำนวนความ การที่โจทก์ตกลงกับจำเลยตามข้อความที่ศาลบันทึกไว้เช่นนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ตกลงกันเองตามความสมัครใจว่าจะบังคับกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเพียงใดหรือไม่ ซึ่งอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่ศาลมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยตามข้อตกลงใหม่ที่แถลงต่อศาลจนกระทั่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ จึงถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะอ้างว่าจำเลยชำระเงินยังไม่ครบถ้วนและขอให้บังคับคดีตามข้อตกลงเดิมในสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล · วิชัย เอื้ออังคณากุล · วิทยา วีระประจักษ์
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา - นางสาวจิรารส พร้อมปริศนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้