Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1146/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะไม่ใช่บุตรและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายนั้น แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อนี้ขึ้นว่าในชั้นอุทธรณ์ จำเลยก็ยกขึ้นอ้างอิงในชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนโจทก์เป็นเพียงบุตรนอกสมรสของผู้ตาย ถึงแม้ผู้ตายได้แจ้งทะเบียนคนเกิดว่าโจทก์เป็นบุตรของผู้ตายและอุปการะเลี้ยงดูโดยเปิดเผยตลอดมา ก็ไม่ทำให้โจทก์เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเพราะบุตรนอกสมรสจะกลายเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายได้ตามวิธีการในมาตรา 1526 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เท่านั้นโจทก์คงมีฐานะเป็นเพียงบุตรที่ผู้ตายได้รับรองแล้วตามมาตรา 1627และมีสิทธิที่จะรับมรดกในฐานะที่เป็นผู้สืบสันดานได้ตามมาตรา 1629(1)แต่ไม่มีสิทธิได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาของนายบักลิ้ม แซ่ล้อ โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับนายบักลิ้ม โจทก์ร่วมเป็นมารดาของนายบักลิ้ม จำเลยที่ 2, 3 และ 4 มอบให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ จำเลยที่ 1 ขับโดยประมาทชนนายบักลิ้มถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะและค่าทำศพจำเลยทั้ง 4 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบักลิ้ม และโจทก์ที่ 2 ก็ไม่ใช่บุตรของนายบักลิ้มเพราะเกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ฯลฯศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทำศพแก่โจทก์ที่ 1 และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่าให้จำเลยที่ 2, 3 และ 4 ร่วมใช้เงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงคงได้ความตามคำแถลงของคู่ความและพยานที่โจทก์จำเลยนำสืบเป็นยุติว่า นางสมนึก เพชรเรือง หรือแซ่ล้อโจทก์ที่ 1 เป็นภริยาของนายบักลิ้ม แซ่ล้อหรือโล้วผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เกิดบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กหญิงวรรณา แซ่ล้อโจทก์ที่ 2แต่ผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของผู้ตาย นายกิมจั้ว แซ่จึง จำเลยที่ 1 และนายหั่งตงหรือค้วก แซ่จึงจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายเจ็กซกกับนางกวง แซ่ลิ้ม จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 แต่ไม่ได้อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 โดยมีบ้านแยกไปอยู่ต่างหาก จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4ประกอบการค้าและเป็นเจ้าของร้านค้าจึงย่งไถ่ซึ่งอยู่ที่ตลาดบางบัวอำเภอบางเขน

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2508 นายกิมจั้วจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ชายของนายหั่งตงหรือค้วกจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์เลขทะเบียนที่ ก.ท.บ. 1937 ชนนายบักลิ้ม แซ่ล้อหรือโล้วสามีนางสมนึกโจทก์ที่ 1ถึงแก่ความตายโดยประมาท ซึ่งศาลอาญาได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานทำให้คนตายโดยประมาทและคดีถึงที่สุดไปแล้ว รถยนต์คันเกิดเหตุมีชื่อนายหั่งตงหรือค้วกจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของในทะเบียนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาวันที่ 20 พฤษภาคม 2511 เมื่อนับหนึ่งเดือนก็ครบอายุฎีกาในวันที่ 19 มิถุนายน 2511 หาใช่ครบอายุฎีกาวันที่ 20 มิถุนายน 2511 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการไม่ ฎีกาของจำเลยจึงขาดอายุความฎีกาตามกฎหมายขอมีคำสั่งให้จำเลยขาดยื่นฎีกาเสีย

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยนี้เสียก่อน ในปัญหาดังกล่าวนี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์เห็นว่า คดีนี้จำเลยชอบที่จะยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2511 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 บัญญัติว่า ถ้าระยะเวลานับเป็นวันก็ดี สัปดาห์ก็ดี เดือนหรือปีก็ดี ท่านมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมคำนวณเข้าด้วยฯ ดังนั้นการนับอายุความฎีกาคดีนี้จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2511 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 บัญญัติว่า ถ้าระยะเวลานับเป็นสัปดาห์ก็ดี เดือนหรือปีก็ดี ท่านให้คำนวณตามปฏิทินในราชการ

ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์ก็ดี วันต้นเดือนหรือปีก็ดี ท่านว่าระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์ เดือนหรือปีสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ๆ ฉะนั้นเมื่ออายุความ ฎีกาคดีนี้เริ่มนับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2511กำหนดหนึ่งเดือนจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 20 มิถุนายน 2511 ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น แต่ในวันดังกล่าวนี้เป็นวันหยุดราชการ จึงต้องนับถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2511 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มทำงานใหม่เข้าในอายุความฎีกาด้วยตามมาตรา 161 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉะนั้น ฎีกาจำเลยจึงหาขาดอายุความดังคำแก้ฎีกาของโจทก์ไม่ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า

โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทำศพซึ่งเป็นค่าเสียหายได้ เพราะโจทก์ที่ 2 ไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายบักลิ้มผู้ตายนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ก็ดี แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความที่เกี่ยวข้องก็ย่อมยกขึ้นอ้างอิงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า เด็กหญิงวรรณา แซ่ล้อ โจทก์ที่ 2 ไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายบักลิ้มผู้ตาย โดยเป็นเพียงบุตรนอกสมรสของนายบักลิ้มผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งผู้ตายได้แจ้งทะเบียนคนเกิดว่าเป็นบุตรตน และอุปการะเลี้ยงดูโดยเปิดเผยตลอดมาเท่านั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นายบักลิ้มผู้ตายแจ้งทะเบียนคนเกิดว่า เด็กหญิงวรรณาโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรตนก็ดีหรือได้ทำการอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 2 ฉันบุตรตลอดมาก็ดี ก็หาทำให้โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายขึ้นมาได้ไม่ เพราะบุตรนอกสมรสจะกลายเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายได้ก็ต้องเป็นไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1526 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กล่าวคือ เมื่อบิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรเท่านั้น โจทก์ที่ 2 คงมีฐานะเพียงเป็นบุตรที่นายบักลิ้มผู้ตายได้รับรองแล้วตามมาตรา 1627 และมีเพียงสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะเป็นผู้สืบสันดานของผู้ตาย ตามมาตรา 1629(1) จึงไม่มีสิทธิได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ที่ทำให้บิดาตนถึงแก่ความตายได้ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1259/2506 ระหว่างนายเกียตำ

แซ่โง้ว กับพวก โจทก์ นายแกละหรือยง จินทร์ประสาท กับพวก จำเลย ส่วนโจทก์ที่ 1 ก็เช่นเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบักลิ้มผู้ตายแล้วก็ไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทำศพผู้ตายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เงินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้นจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่าให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลอุทธรณ์ ชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับไป"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บัญญัติ สุขารมณ์ · ไฉน บุญยก · จินตา บุณยอาคม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้