Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำสั่งให้งดการไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลังจะต้องโต้แย้งคำสั่งให้ศาลจดลงไว้ในรายงาน คู่ความฝ่ายที่โต้แย้งจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนเมื่อวันที่21 กุมภาพันธ์ 2534 และนัดฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้นเวลา 9 นาฬิกาทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำสั่ง ย่อมมีเวลาเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านได้ แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ โจทก์จึงหมดสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว อีกทั้งไม่อาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเป็นข้อฎีกาได้ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกาตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก (เดิม)แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์ขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องคดีพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้โดยยื่นคำร้องขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินรวมเข้ามาด้วยกรณีจึงเป็นไปตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 267 ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำวิธีการชั่วคราวในกรณีมีเหตุฉุกเฉินมาใช้บังคับตามคำขอของโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอโดยพลันให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเสีย ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอของจำเลยที่ 1 คำสั่งดังกล่าว ย่อมเป็นที่สุด ทั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือพิจารณาฝ่ายเดียวหรือสองฝ่ายหรือไม่ เพราะแม้จะได้ความว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1 ในกรณีธรรมดาเพราะไม่มีเหตุฉุกเฉิน หรือพิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1 ชนิดสองฝ่ายก็ตาม

คำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นก็เป็นการสั่งตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง ที่บัญญัติว่าคำสั่งดังกล่าวให้เป็นที่สุดอยู่นั่นเองคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำการก่อสร้างอาคารชุดที่พักอาศัยเพื่อการพักผ่อนสูง 49 ชั้น ในที่ดินของโจทก์ซึ่งติดกับที่ดินของจำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1179 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีของจำเลยที่ 3 ออกเป็นที่ดินอีก 1 แปลง เป็นโฉนดเลขที่ 32589โดยแบ่งแยกในนามเดิมเพื่อให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1179 ซึ่งเดิมติดถนนสาธารณประโยชน์สองด้าน คงติดถนนสาธารณประโยชน์เพียงด้านเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงข้อบังคับตามกฎหมายที่ห้ามสร้างอาคารสูงในที่ดินที่ติดถนนสาธารณประโยชน์สองด้าน แล้ว

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ได้ร่วมกันขออนุญาตปลูกสร้างอาคารชุดพักอาศัยสูง 36 ชั้น ตามแบบแปลนที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 จัดทำขึ้นซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงไว้กับโจทก์ว่าจะปลูกอาคารของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ให้เบี่ยงเบนกับอาคารของโจทก์เพื่อมิให้มีผลกระทบต่อภูมิทัศน์และสภาวะสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดผลเสียหายแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเนื่องจากอาคารของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะบดบังภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติ แสงแดดและทิศทางลมที่จะเข้าสู่อาคารของโจทก์ โจทก์ได้แจ้งเรื่องราวเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต่อจำเลยที่ 6 และที่ 7 แล้วจำเลยที่ 6และที่ 7 กลับจงใจกระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำการก่อสร้างอาคารได้ตามที่ขอทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถขายห้องชุดบางส่วนและผู้ซื้อบางรายได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์

ทำให้โจทก์เสียหายคิดเป็นเงิน 591,003,200 บาท ขอให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 1179ในส่วนที่มีความสูงเกินกว่าที่กฎหมายจะอนุญาตให้สร้างได้ ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทำการก่อสร้างอาคารลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1179ในส่วนที่มีความสูงเกินกว่าที่กฎหมายจะอนุญาตให้สร้างได้คือ 8 เมตรหากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทำการก่อสร้างอาคารสูงกว่านี้ก็ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 รื้อถอนในส่วนที่สูงเกิน 8 เมตร นั้นเสียโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น หากไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นผู้รับผิดในค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 591,003,200 บาทในวันเดียวกันกับที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง

โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดและการกระทำโดยผิดกฎหมายของจำเลยทั้งเจ็ด โดยให้ระงับการใช้ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเป็นการชั่วคราวและห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทำการก่อสร้างอาคารลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1179 ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาโดยขอให้ไต่สวนในเหตุฉุกเฉินศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งระงับการใช้ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ปลูกสร้างอาคาร และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทำการก่อสร้างอาคารชุดลงบนที่ดิน โฉนดเลขที่ 1179 ไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าวโดยเร่งด่วนศาลชั้นต้นไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ได้ 1 ปาก แล้วเห็นว่าคดีพอจะวินิจฉัยได้ จึงให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวโจทก์อุทธรณ์คำสั่งให้งดการไต่สวนและคำสั่งยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"คำสั่งให้งดการไต่สวนของศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลัง จะต้องโต้แย้งคำสั่งให้ศาลจดลงไว้ในรายงานคู่ความฝ่ายที่โต้แย้งจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 แต่คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2534และนัดฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้นเวลา 9 นาฬิกา ทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว

ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำสั่งย่อมมีเวลาเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านได้ แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ โจทก์จึงหมดสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวอีกทั้งไม่อาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเป็นข้อฎีกาได้ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกาตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์ขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยส่วนปัญหาว่าคำสั่งยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้วหรือไม่นั้นเห็นว่า

โจทก์ฟ้องคดีนี้พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้โดยยื่นคำร้องขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินรวมเข้ามาด้วย กรณีจึงเป็นไปตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 ซึ่งกำหนดให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วน หากศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งหรือออกหมายตามที่โจทก์ขอแล้วตามความในวรรคสองของกฎหมายมาตราเดียวกันก็บัญญัติถึงสิทธิของจำเลยว่า จำเลยอาจยื่นคำขอโดยพลันให้ศาลยกเลิกคำสั่งหรือหมายนั้นได้ ทั้งยังบัญญัติไว้ด้วยว่า ถ้าศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอคำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุดด้วยซึ่งคดีนี้ก็ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำวิธีการชั่วคราวในกรณีมีเหตุฉุกเฉินมาใช้บังคับตามคำขอของโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอโดยพลันให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเสีย

ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอของจำเลยที่ 1 คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง ทั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือพิจารณาฝ่ายเดียวหรือสองฝ่ายตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เพราะแม้จะได้ความว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1 ในกรณีธรรมดาเพราะไม่มีเหตุฉุกเฉิน หรือพิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1 ชนิดสองฝ่ายตามที่โจทก์อ้างในฎีกาก็ตาม คำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นก็เป็นการสั่งตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง ที่บัญญัติว่าคำสั่งดังกล่าวให้เป็นที่สุดอยู่นั่นเอง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สะสม สิริเจริญสุข · บุญส่ง วรรณกลาง · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้