Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้พาจำเลยที่ 1 มาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน จากโจทก์จำนวนหนึ่งและก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ 2 ก็เป็นเช่นนี้ตลอดมา จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงนายหน้า เท่านั้นหาใช่เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ไม่ การซื้อขายรถยนต์พิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 จะขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทตามฟ้องแย้งไม่ได้.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ 1 คันราคา 122,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 50,000 บาท ส่วนที่เหลือจะแบ่งชำระให้ 4 งวด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 2 เป็นต้นมาเกิน 2 งวด ติดต่อกัน สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน โดยโจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวก่อน จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืน โจทก์ได้รับความเสียหายขอคิดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเท่ากับค่าเช่ารถเดือนละ 4,000 บาท โจทก์ขอคิด 10 เดือน เป็นเงิน 40,000 บาทหากคืนรถไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคา 54,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท แก่โจทก์และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนหรือใช้ราคาให้โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทในสภาพใช้การได้ดี หากส่งมอบไม่ได้ให้ใช้ราคารถ54,000 บาทจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทด้วยเงินสดจากตัวแทนของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยจำเลยที่ 2เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ร่วมกับตัวแทนทั่วไปของโจทก์ ราคา 109,000บาท ชำระเงินที่เบิกจากธนาคารตามตั๋วแลกเงินธนาคารกสิกรไทยจำเลยที่ 1 ได้รับมอบรถยนต์พิพาทแล้ว โดยโจทก์ยังไม่ได้โอนทะเบียนให้

จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะขอบังคับให้โจทก์โอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 สัญญาเช่าซื้อที่โจทก์นำมาฟ้องโจทก์ทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงชื่อในช่องผู้เช่าซื้อและไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้ติดตามทวงถามการโอนทะเบียนรถยนต์คันพิพาทจากตัวแทนทั่วไป และจำเลยที่ 2ตัวแทนเชิดของโจทก์แล้วก็ได้แต่ขอผัดผ่อนเรื่อยมา จนเกิดฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 จึงทราบว่าตัวแทนทั่วไปของโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ส่งเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ทั้งหมด คงเบียดบังเอาไว้บางส่วนแล้วทำสัญญาเช่าซื้อเท็จหลอกลวงโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบเรื่องขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์โอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1ภายใน 7 วัน

นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษา หากโจทก์ไม่ไปโอนทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนทะเบียนแทนจำเลยที่ 1 ด้วยโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 มิได้ซื้อรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ด้วยเงินสด จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตามฟ้อง จำเลยที่ 2 มิได้เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีหน้าที่โอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์โอนทะเบียนรถให้จำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน

หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการโอนทะเบียนแทนจำเลย นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงซึ่งไม่มีข้อโต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 เดิมรถยนต์พิพาทเป็นของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 2 และชำระเงินให้จำเลยที่ 2 ไปครบถ้วนแล้ว ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ผิดสัญญาค้ำประกัน และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนโจทก์กับให้ใช้ค่าเสียหายนั้นคดีได้ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีเพียงว่า จำเลยที่ 1จะขอให้บังคับโจทก์โอนทะเบียนรถยนต์พิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่...

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีนายบรรจงชคัตตระยาพงษ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานเป็นผู้จัดการของบริษัทกลการ จำกัด สาขาเชียงใหม่ ซึ่งเป็นนายหน้าขายรถยนต์ให้โจทก์บริษัทกลการ จำกัดไม่เคยตั้งใครเป็นตัวแทนช่วงขายรถยนต์ให้โจทก์จำเลยที่ 2 เป็นผู้พาจำเลยที่ 1 มาเช่าซื้อรถยนต์ และผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 2 ได้รับในการพาผู้มาซื้อรถยนต์นั้นจะได้คันละ 1,500บาท รถยนต์ดัทสันนอกจากบริษัทกลการ จำกัด แล้วไม่มีผู้อื่นได้รับมอบจากโจทก์ให้ขายได้แสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้นำสืบแล้วว่าจำเลยที่ 2ไม่ได้เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์และการให้ผลประโยชน์ในการพาผู้มาซื้อรถยนต์คันละ 1,500 บาท แก่จำเลยที่ 2 นั้นเป็นลักษณะของการให้ค่านายหน้า

ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ตำหนิว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบแต่ประการใดว่าบุคคลที่ประกาศขายรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนกับตัวการจะให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกรับรู้ย่อมจะเป็นไปไม่ได้นั้น ข้อตำหนิของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 1 ยังเบิกความเจือสมข้อนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อพยานรับเงินจากจำเลยที่ 1 แล้วพยานนำเงินจำนวน 70,000 บาท ไปมอบให้โจทก์สาขาเชียงใหม่ที่พยานหักเงินไว้ 39,000 บาท นั้น เพราะเป็นค่านายหน้าที่พยานขายรถยนต์ให้โจทก์สาขาเชียงใหม่ได้ประมาณ 10 คัน และตอนตอบทนายโจทก์ถามค้านก็เบิกความว่า

พยานได้ค่านายหน้าจากโจทก์สาขาเชียงใหม่คันละ 10,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2เป็นเพียงนายหน้าเท่านั้น หาใช่เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ไม่การซื้อขายรถยนต์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 จะขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทตามฟ้องแย้งไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · สุเทพ กิจสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้