Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์อยู่ไม่มีทรัพย์สินพอจะชำระหนี้แก่โจทก์เช่นนี้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ดีว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1แม้ในขณะที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2โจทก์จะยังไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และผู้ค้ำประกันชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีก็ถือว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 2 จะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฉ้อฉลโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีความสนิทสนมกันมาก จำเลยที่ 2จึงน่าจะทราบถึงฐานะการเงินของจำเลยที่ 1 ว่าขณะที่จำเลยที่ 1โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์อยู่ถือว่าขณะที่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 รู้ว่าการที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์เสียเปรียบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ตามเดิม หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 ให้การว่าโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 โดยสุจริตไม่ได้ฉ้อฉลโจทก์จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตเปิดเผย และเสียค่าตอบแทน ไม่ได้ฉ้อฉล การกระทำของจำเลยที่ 2ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1,500บาทโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 945 ตำบลหนองกรด

อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2ไปทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 945ดังกล่าวให้มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามเดิม หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาทแทนโจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม2520 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดส่งดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือน จะชำระหนี้เมื่อโจทก์ทวงถาม นายบักเซี้ยง แซ่ฉั่วบิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกัน ปรากฏตามสำเนาสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.3 โดยใช้บัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 เลขที่ 1728 เป็นบัญชีเดินสะพัด เมื่อวันที่ 31กรกฎาคม 2527 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 486,646.21 บาท ปรากฏตามสำเนาหนังสือยืนยันยอดเงินเบิกเกินบัญชีเอกสารหมาย

จ.4 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2528 และเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2528โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และนายบักเซี้ยงต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาค้ำประกันศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2529ให้จำเลยที่ 1 และนายบักเซี้ยงร่วมกันชำระเงิน 463,799.21 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 720/2529 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ เอกสารหมาย จ.5คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 และนายศิวชัย ฉัตรมหากุลชัยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 945 ตำบลหนองกรดอำเภอเมืองนครสวรรค์

จังหวัดนครสวรรค์ คนละครึ่งเมื่อวันที่6 กันยายน 2527 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วน และสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 945 เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ตามลำดับ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2เป็นการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาในข้อแรกว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ เพราะจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อขายก่อนที่โจทก์จะแจ้งยอดหนี้ให้จำเลยที่ 1 ทราบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกระทำก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 720/2529 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ขณะทำสัญญาจะซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบัญชีของจำเลยที่ 1ยังเดินสะพัดอยู่

โจทก์ยังไม่มีเจตนาจะฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ขณะซื้อขายที่ดินจำเลยที่ 2 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่รู้ว่าโจทก์เสียเปรียบ ส่วนโจทก์กล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีการชำระราคาหรือเสียค่าตอบแทนในปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองฎีกานั้น เห็นว่า แม้ในขณะที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 2 โจทก์จะยังไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีก็ตาม แต่ตามสำเนาบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.8 เห็นได้ว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์อยู่ เพราะหลังจากโจทก์ได้แจ้งยอดหนี้ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2527 ให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว

จำเลยที่ 1ก็ยังคงเป็นหนี้โจทก์ตลอดมาจนกระทั่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2528 และฟ้องจำเลยที่ 1กับนายบักเซี้ยง เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 720/2529 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ และจากข้อนำสืบของโจทก์จำเลยทั้งสองฟังได้ว่าในชั้นบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 720/2529 ดังกล่าวจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินคือรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โยต์ ราคาประมาณ60,000 บาท ส่วนนายบักเซี้ยงมีทรัพย์สินรวมราคาประมาณ14,000 บาท เชื่อว่าขณะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินพอจะชำระหนี้แก่โจทก์ เช่นนี้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ดีว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ดังนั้น

แม้ในขณะที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น โจทก์จะยังไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และนายบักเซี้ยงชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ก็ถือว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 2 จะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฉ้อฉลโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า นายเสรี ไทยใหญ่และนายเอก ณีศะนันท์ พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนางสมจิตรภริยาจำเลยที่ 2 และนายเอกเบิกความต่อไปว่า จำเลยที่ 1 มารับประทานอาหารที่บ้านจำเลยที่ 2เป็นประจำและยังปรากฏตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวว่านายเสรีเองก็เป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 1 ส่วนนายเอกก็สนิทสนมกับจำเลยที่ 2 จนถึงกับเป็นหุ้นส่วนจัดสรรที่ดินกัน

ดังนั้นพยานโจทก์ทั้งสองจึงย่อมมีโอกาสที่จะทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสมจิตรได้ นอกจากนั้นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองยังสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เองที่ว่านายบักเซี้ยงบิดาจำเลยที่ 1 และนายสง่าหรือแจะเซียมบิดานางสมจิตร มีนามสกุลเดียวกันคือ แซ่ฉั่ว ทั้งยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อครั้งจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์เมื่อปี 2523 จำนวน 200,000 บาท นายสง่าเป็นผู้ค้ำประกันให้ ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และนางสมจิตร โลหะรังสิกุลก็ฟังได้ว่าที่ดินและบ้านที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยเป็นของนายสง่าจำเลยที่ 1 อาศัยอยู่มาประมาณ 10 ปีแล้ว ข้อเท็จจริงเหล่านี้สนับสนุนให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และนางสมจิตรเป็นญาติกันดังที่พยานโจทก์เบิกความ

คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักน่ารับฟัง ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นญาติกับนางสมจิตร จำเลยที่ 1 เคยเป็นเพียงลูกจ้างนายสง่านั้นก็เป็นคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยที่ 1 และนางสมจิตร ไม่มีน้ำหนักเหมือนข้อเท็จจริงที่สนับสนุนให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นญาติกับนางสมจิตรดังได้กล่าวมาแล้ว พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นญาติกับนางสมจิตรภริยาจำเลยที่ 2 นอกจากนั้นยังปรากฏตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เองก็รู้จักจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2511 บ้านพักอาศัยก็อยู่ห่างกันเพียงประมาณ 40-50 เมตร ดังนี้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2จะต้องมีความสนิทสนมกันมาก

ดังจะเห็นได้จากที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องข้อหาฉ้อโกงเจ้าหนี้ที่ศาลแขวงนครสวรรค์ จำเลยที่ 2 และนางสมจิตรก็ช่วยเหลือประกันตัวเช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงน่าจะทราบถึงฐานะการเงินของจำเลยที่ 1ที่ขณะที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์อยู่ ถือได้ว่าขณะที่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 รู้ว่าการที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นทำให้โจทก์เสียเปรียบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 รู้ว่าจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ และขณะที่จำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็รู้ว่าการโอนดังกล่าวทำให้โจทก์เสียเปรียบเช่นนี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ต่อไป

เพราะไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตามโจทก์ก็มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต พรายภู่ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้