Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2547 (เลขอ้างอิง 112966)

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและบรรยายว่าโจทก์อายุมากแล้ว ทำงานมานาน ต้องเดือดร้อนเพราะมีภาระและการหางานใหม่ เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณากำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษ ไม่ได้ใช้คำว่าค่าเสียหาย เมื่ออ่านคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโดยตลอดแล้ว ย่อมชัดเจนพอที่จะตีความได้ว่าหมายถึงขอให้พิจารณาความเสียหายและกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางตีความว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นการตีความโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ไม่ใช่กรณีมีข้อสงสัยจนต้องนำมาตรา 11 มาตีความ ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ย เงินสมทบพร้อมดอกเบี้ย ค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ตามบัญชีท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน คำขอของโจทก์ทั้งหกนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๕ และการเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ฟ้องโจทก์ทั้งหกได้บรรยายว่า จำเลยวางแผนล่วงหน้าโดยย้ายโจทก์ทั้งหกไปทำงานโครงการพิเศษที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดยหวังให้โจทก์ทั้งหกทนสภาพไม่ได้จะได้ลาออกไปเองเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยและสิทธิอื่น แต่โจทก์ทั้งหกไม่ยอมลาออก จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งหกอายุมากแล้ว มีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ซึ่งแก่ชรา ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้โจทก์ทั้งหกไม่มั่นใจว่าจะหางานใหม่ได้

จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งหกไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายต่อการทำงานครบ ๑ ปี โจทก์ที่ ๑ ทำงาน ๒๔ ปี ๔ เดือน (โจทก์อื่นปรากฏตามคำฟ้อง) และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษ ซึ่งตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีใดในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง

ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา" เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกได้บรรยายเหตุที่จำเลยเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และได้บรรยายให้ศาลเห็นว่าโจทก์ทั้งหกอายุมากแล้ว โจทก์แต่ละคนทำงานมานานเท่าไร โจทก์ทั้งหกเดือดร้อนเพราะมีภาระ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจและโอกาสที่โจทก์ทั้งหกจะหางานใหม่ เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาในการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหก แต่ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องไม่ได้ใช้คำว่า "ค่าเสียหาย" คงใช้คำว่า "ค่าชดเชยพิเศษ" ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้องโดยตลอดดังกล่าวแล้วย่อมมีความชัดเจนพอที่จะตีความโดยอนุโลมได้ว่า

หมายถึงขอให้พิจารณาความเสียหายและกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหกนั่นเอง การตีความโดยอนุโลมของศาลแรงงานกลางเป็นการตีความโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๑ แล้ว ไม่ใช่กรณีที่มีข้อสงสัยจนต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา ๑๑ มาตีความดังอุทธรณ์ของจำเลย ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งหกคือโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ได้โดยชอบ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกสำนวนฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ · อรพินท์ เศรษฐมานิต · หัสดี ไกรทองสุก
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้