Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1129/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าออกจากที่ดินอันมี ค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือน ละสองพัน บาท และเรียกค่าเช่าอันมีทุนไม่เกินสองหมื่นบาท จำเลยให้การต่อสู้ ว่าโจทก์ตกลง ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตาม ฟ้องให้จำเลย แต่ จำเลยไม่มีเงินชำระจึงตกลง ว่าในระหว่างที่จำเลยยังไม่ ได้ ชำระค่าที่ดินงวดสุดท้ายโจทก์ให้จำเลยเช่า ที่ดินดังกล่าวโดย ชำระค่าเช่าเป็นรายปีจนกว่าจะโอน สัญญาเช่าเป็นนิติกรรมอำพราง ดังนี้ จำเลยเพียงแต่อ้างว่าจำเลยมีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทได้ ตาม สัญญา มิใช่กล่าวแก้ ข้อพิพาทด้วย กรรมสิทธิ์และการที่จำเลยให้การต่อสู้ ว่าสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพราง ก็ไม่ใช่ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 54 และ 57 เมื่อประมาณปี พ.ศ.2520-2521 จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ต่อมาจำเลยไม่สามารถชำระราคาจึงได้มีการยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแล้วจำเลยได้เช่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์เพื่ออยู่อาศัยต่อไปโดยปลูกบ้านเลขที่ 27 ในที่ดินดังกล่าว ทำสัญญาเช่ามีกำหนด 1 ปีค่าเช่าปีละ 2,000 บาท จำเลยได้ต่ออายุสัญญาเช่าปีต่อปีตลอดมาและเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2526 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวมีกำหนด 1 ปี ค่าเช่าปีละ 2,400 บาท ครบกำหนด 1 ปีแล้วจำเลยมิได้ชำระค่าเช่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ต่อไปจึงบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลงนี้ และชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 2,400 บาท

จำเลยเพิกเฉยเสีย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ปัจจุบันหากให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินทั้งสองแปลงจะได้ค่าเช่าเดือนละ 300 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายรื้อถอนบ้านเลขที่ 27 และสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป หากจำเลยไม่รื้อถอนโจทก์จะเป็นผู้รื้อถอนเอง โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายกับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,400 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ300 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป ให้แก่โจทก์จนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนขนย้ายบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจำเลยให้การว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม2521 เป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์แปลงอื่น กำหนดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินให้แก่จำเลยภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2522จำเลยไม่มีเงินจะชำระจึงได้ทำหนังสือเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกันและยอมให้โจทก์ริบเงินมัดจำ

ส่วนที่ดินรายพิพาททั้งสองแปลงตามฟ้องนั้น โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกันเมื่อวันที่27 พฤศจิกายน 2520 ต่อมาจำเลยยังไม่มีเงินที่จะชำระให้โจทก์ครบถ้วนจึงตกลงกับโจทก์ว่า ในระหว่างที่จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าที่ดินงวดสุดท้าย โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าโดยชำระค่าเช่าเป็นรายปีจนกว่าจะโอนกัน สัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางระหว่างโจทก์จำเลยและไม่ถือว่าสัญญาเช่าเป็นหลักฐานในการเลิกสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2520 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวประนอมบัวเล็ก ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป หากจำเลยไม่รื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกไปจากที่ดินดังกล่าว ก็ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนให้จำเลยชำระเงิน 2,400 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 250 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,400 บาทและค่าเสียหายอีกเดือนละ 250 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2527เป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนขนย้ายบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท และเรียกค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์อันมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองหมื่นบาท ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องให้จำเลย ต่อมาจำเลยไม่มีเงินชำระจึงตกลงกันว่าในระหว่างที่จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าที่ดินงวดสุดท้าย โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินทั้งสองแปลงนี้โดยชำระค่าเช่าแก่โจทก์เป็นรายปีจนกว่าจะโอนกัน สัญญาเช่าเป็นนิติกรรมอำพรางและไม่ถือว่าสัญญาเช่าเป็นหลักฐานในการเลิกสัญญาจะซื้อจะขายนั้นจำเลยเพียงแต่อ้างว่าจำเลยมีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินรายพิพาทได้ตามสัญญา มิใช่การกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์

เพราะจำเลยยังยอมรับอำนาจกรรมสิทธิ์ของโจทก์อยู่ การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าที่ดินรายพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางนั้น ก็มิใช่การยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงหาชอบไม่ คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของจำเลยคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · สุเทพ กิจสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 715016)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5551/2567

คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 712890)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4325/2566

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น แม้ปัญหาว่าทรัพย์สินตามคำร้องแต่ละรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ สามารถพิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการแย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้