Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2529 (เลขอ้างอิง 1119)

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีสำนวนแรกโจทก์ฟ้องขับไล่ผู้อาศัยออกจากที่พิพาทแม้ไม่ปรากฏตามคำฟ้องว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละเท่าใดแต่ก็ได้ความจากคดีในสำนวนหลังซึ่งมีผู้ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกให้ร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์จากที่พิพาทเป็นเงินปีละ2,400บาทถือได้ว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละสองพันบาทเมื่อจำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาอาศัยคดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาโจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาได้ข้อเท็จจริงคงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้บังคับคดีสำนวนแรกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงรับวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่1ในสำนวนหลัง(โจทก์ในสำนวนแรก)ซึ่งคดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงแต่เมื่อศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่1ศาลฎีกาย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์ให้มีผลถึงจำเลยที่2ซึ่งไม่ได้ฎีกาด้วยเพราะเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา245,247 คดีสำนวนแรกศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่1(ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลัง)แต่ในคดีสำนวนหลังศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทเป็นของ พ.จำเลยที่1(ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรก)ดังนี้ในคดีสำนวนหลังศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้สิทธิแก่พ.จำเลยที่1ในการที่จะฟ้องบังคับตามสิทธิที่เกิดขึ้นจากผลของคำพิพากษาฎีกานี้ต่อไป.

คำฟ้องและคำให้การ

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณ 25 ปี ก่อนฟ้อง โจทก์บุกเบิกถางป่าและครอบครองที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ขออาศัยปลูกกระท่อมในที่พิพาท บัดนี้โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่พิพาทต่อไปจึงแจ้งให้จำเลยรื้อกระท่อมออกไป แต่จำเลยไม่ยอมออก ขอศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อกระท่อมออกไปจากที่พิพาท และเพิกถอน ส.ค.1 และ น.ส.3 ด้วย จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่พิพาทเป็นของนางผึ้ง มารดาจำเลยที่ 1 ซึ่งทางการออกน.ส. ให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 จำเลยทั้งสองปลูกเรือนอาศัยอยู่ในที่พิพาทนายมาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิในที่พิพาท ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอนุญาต สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยบิดามารดายกให้

เมื่อประมาณ 2 ปีก่อนฟ้อง จำเลยทั้งสองได้มาขออาศัยที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ทำกิน ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองทำกินต่อไปจึงแจ้งให้จำเลยรื้อเรือนออกไป แต่จำเลยไม่เชื่อฟัง กลับสมาคมกับจำเลยที่ 3 นำรถมาไถที่พิพาทของโจทก์และหว่านข้าวลงไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกไป และให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงินปีละ 2,400 บาทจนกว่าจำเลยจะออกจากที่พิพาท

จำเลยทั้งสามให้การว่า เดิมที่พิพาทเป็นป่า จำเลยที่ 1 บุกเบิกปลูกสร้างทำกินในที่พิพาทตลอดมา โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องกับที่พิพาทโจทก์ไปขอออก น.ส.3 และโฉนดทับที่พิพาทจึงเป็นโมฆะ ค่าเสียหายสูงเกินไปส่วนจำเลยที่ 3 นั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่พิพาท ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันและให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดีหลังว่าโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีแรกว่าโจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ในสำนวนคดีแรกเรียกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสามในสำนวนคดีหลังให้เรียกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เช่นเดิม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 ค่าเสียหายคิดเป็นเงิน2,400 บาทต่อปี จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง ขับไล่โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวที่ไถที่ดินของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เกี่ยวข้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1ที่ 2 พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยปลูกไว้ออกจากที่พิพาท ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงินปีละ 2,400 บาทนับแต่ปี พ.ศ. 2524 จนกว่าจำเลยที่ 2 จะออกจากที่พิพาท นายพู ขุนลา จำเลยที่ 1 (ซึ่งเป็นโจทก์คดีแรกและเป็นจำเลยที่ 2 คดีหลัง)อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นายพู ขุนลา จำเลยที่ 1 ฎีกาทั้งสองสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ในสำนวนแรกที่นายพู ขุนลา จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 ผู้อาศัยออกจากที่ดินจำเลยที่ 1 และให้รื้อกระท่อมออกไป แม้ไม่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละเท่าใดแต่ก็ได้ความตามสำนวนหลังว่าที่พิพาทโจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพู จำเลยที่ 1 ให้ร่วมกับจำเลยอื่นใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงินปีละ 2,400 บาท จึงถือได้ว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละสองพันบาท โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวอ้างว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ที่ 1 ในสำนวนหลัง ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนแรกมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ หรือยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาอาศัยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรกจึงไม่มีสิทธิจะฎีกาต่อมาได้

คดีตามสำนวนแรกข้อเท็จจริงคงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรก คงรับวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของนายพู ขุนลา จำเลยที่ 1 ในสำนวนหลัง ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วฟังว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในสำนวนหลังและให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นมูลกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245, 247 ยกคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์และยกฎีกาจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกโดยให้บังคับคดีสำนวนแรกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลและค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาให้จำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกทั้งหมดค่าทนายความในชั้นฎีกาในสำนวนแรกให้เป็นพับ สำนวนหลังค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ 1 ที่จะฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิที่เกิดขึ้นจากผลของคำพิพากษาฎีกาต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · โสภณ รัตนากร · ไพรัช วงศ์วัฒนะ
แหล่งที่มา
ADMINแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้