Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1115/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกที่พิพาทขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายและขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน จำเลยให้การว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทตลอดมาไม่ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ดังนี้เป็นกรณีพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยแม้โจทก์จะมีคำขอว่าขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินก็เป็นผลต่อเนื่องในเรื่องที่พิพาทกันด้วยกรรมสิทธิ์นั่นเอง จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคแรกที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 มาตรา 14ซึ่งในวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์บทบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับแล้วการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้จึงเป็นการไม่ชอบ คดีได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 224 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 มาตรา 14

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโดยบิดามารดาของโจทก์เป็นผู้มอบสิทธิครอบครองให้ ซึ่งโจทก์ได้ใช้เสาไม้แก่นทำเป็นรั้วกั้นเขตแดน จำเลยได้รื้อเสารั้วดังกล่าวของโจทก์และใช้รถเกรดไถคันนาโดยจำเลยอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 682(ที่ถูกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 16821 เลขที่ดิน 682) โจทก์ตรวจสอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ปรากฏว่า ตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ระบุว่าจำเลยได้ที่ดินแปลงนี้โดยบิดายกให้ ซึ่งไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้มาก่อนและมีเขตติดต่อทางทิศตะวันตกจดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ แสดงว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ต้องทำขึ้นก่อนจึงต้องถือเอารูปแผนที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์เป็นหลักในการรังวัดพิสูจน์สอบสวนปักหลักเขต เพื่อทำรูปแผนที่และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อไปสำรวจว่ามีการรังวัดแนวเขตรุกล้ำเข้าไปในแนวที่ดินของโจทก์หรือไม่

ทั้งลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงก็มิใช่ลายมือของโจทก์แต่เป็นลายมือปลอม โฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยจึงออกมาโดยฉ้อฉลทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองที่พิพาท แต่จำเลยเป็นผู้ครอบครองตลอดมา ไม่ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินดังกล่าวการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้กระทำตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายทุกประการโดยโจทก์ได้มาระวังแนวเขตด้วยตนเอง และเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดก็ได้ให้โจทก์ลงชื่อรับรองแนวเขตว่าถูกต้องแล้ว

ทั้งโจทก์จะถือเอารูปแผนที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์เป็นหลักในการรังวัดพิสูจน์สอบสวนปักหลักเขตเพื่อทำรูปแผนที่และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยไม่ได้เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าจำเลยและเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้มาระวังแนวเขตและรับรองว่าแผนที่ของโจทก์ถูกต้องแล้วแต่อย่างใดค่าเสียหายโจทก์หากมีจริงก็ไม่เกิน 500 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาท จำเลยบุกรุกเข้าไปรื้อเสารั้วและใช้รถเกรดไถคันดินโดยอ้างว่าจำเลยมีสิทธิตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16821 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายและขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก) (ที่เป็นหลักฐานในการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 16821)และโฉนดที่ดินเลขที่ 16821

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทตลอดมาไม่ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่าเป็นกรณีพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย แม้โจทก์จะมีคำขอว่าขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 16821ก็เป็นผลต่อเนื่องในเรื่องที่พิพาทกันด้วยกรรมสิทธิ์นั่นเองจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12)พ.ศ. 2534 มาตรา 14 ซึ่งในวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์บทบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับแล้ว

ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ดินเป็นของโจทก์โจทก์มิได้สละเจตนาครอบครอง แต่กลับยึดถือที่พิพาทและครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา โจทก์ไม่ได้ครอบครองแทนจำเลยและมิได้ส่งมอบที่พิพาทให้จำเลยแต่อย่างใดนั้น ล้วนแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ คดีได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของจำเลยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1596/2537

เมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท และจำเลยยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงภายหลังพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 712890)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 715016)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5551/2567

คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็น…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้