Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีความผิดอันยอมความได้ ถ้าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว หากจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ให้เป็นประเด็นขึ้นมาว่าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ โจทก์ก็ไม่มีข้อที่จะต้องนำสืบว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว แต่ถ้าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว ก็ไม่ทำให้ฟ้องนั้นไม่เป็นฟ้อง เพราะความข้อนี้มิใช่เป็นข้อความซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติให้โจทก์ต้องบรรยายมาในฟ้อง เมื่อโจทก์นำสืบว่าคดีได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลก็พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยได้ โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายข้อหา เป็นความผิดอาญาแผ่นดินกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ แต่คำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวว่าข้อหาความผิดอันยอมความได้นี้ได้มีการร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว และตามคำเบิกความของผู้เสียหาย ตำรวจผู้จับกุมจำเลยและพนักงานสอบสวนก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการร้องทุกข์ของผู้เสียหายแต่ประการใด เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจทำการสอบสวนและพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายบทหลายกระทง กล่าวคือจำเลยที่ 1 ได้บังอาจมีอาวุธปืน ฯลฯ ไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้บังอาจร่วมกันใช้กำลังกายและไม้ถือเป็นอาวุธตบหน้ากระทืบและตีคุณหญิงระวีผู้เสียหายหลายแห่ง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขึ้นไปบนบ้านผู้เสียหายโดยมิได้รับอนุญาต แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 บังอาจลักทรัพย์มีปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด.38 หนึ่งกระบอก กระสุนขนาด .38 ห้านัด กล้องถ่ายรูป 1 กล้อง ธนบัตร5,000 บาท ภาพถ่ายราคา 1,500 บาทไป ต่อจากนั้นจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันใช้ปืนจี้และผลักผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ ยิงปืนขู่ พาตัวผู้เสียหายไปจากบ้านมุ่งหน้าไปยังจังหวัดลำปาง

จำเลยที่ 4 บังอาจแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารบก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ฯลฯประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 297, 335(8), 310, 146 พระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พ.ศ. 2477 ฯลฯ กับขอให้ริบของกลางและคืนของกลางบางอย่างแก่เจ้าของจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 6 เดือน ผิดตามมาตรา 295 ลงโทษจำคุก 6 เดือนและผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือนและตามมาตรา 295 ลงโทษจำคุกคนละ 3 เดือนรวมเป็นจำคุกคนละ 9 เดือน

จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พ.ศ. 2477 มาตรา 6 พระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2485 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 146 แต่ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหารอันเป็นบทหนักจำคุก 3 เดือน รวมเป็นจำคุก 9 เดือน ริบไม้ถือหัวโลหะ ปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 สิบสองปลอก ลูกระเบิดมือ 1 ลูก เครื่องแบบ 1 ชุด ของกลางนอกนี้ให้คืนเจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยกโจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาความผิดฐานนี้คนละ 1 เดือน กับให้ยกฟ้องข้อหาความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเสีย

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีความผิดอันยอมความได้ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเรียกว่า คดีความผิดต่อส่วนตัวนี้ถ้าโจทก์ได้บรรยายไว้ด้วยว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว แต่จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ให้เป็นประเด็นขึ้นมาว่าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ โจทก์ก็ย่อมไม่มีข้อที่จะต้องนำสืบว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว แต่ถ้าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว ก็ไม่ทำให้ฟ้องนั้นไม่เป็นฟ้อง เพราะความข้อนี้มิใช่เป็นข้อความซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติให้โจทก์ต้องบรรยายมาในฟ้อง

เมื่อโจทก์นำสืบว่าคดีได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลก็พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยได้ สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายข้อหา เป็นความผิดอาญาแผ่นดินกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ แต่คำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวว่าข้อหาความผิดอันยอมความได้นี้ได้มีการร้องทุกข์ตามระเบียบแล้ว และตามคำเบิกความของผู้เสียหาย นายตำรวจผู้จับจำเลยและพนักงานสอบสวนก็เป็นความจริงดังที่ศาลอุทธรณ์กล่าวว่าไม่ปรากฏว่าได้มีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายแต่ประการใดเลย เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจทำการสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ฯลฯ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ชุ่มวัฒนะ · สมบัติ วังตาล · สุวัฒน์ รัตรสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้