Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 109953)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลทหารกรุงเทพวินิจฉัยคดีส่วนอาญาที่จำเลยถูกฟ้องว่าพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้นทำให้เกิดความสงสัยว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้ชี้ขาดว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ ถ้าหากฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนขับ ก็จะต้องชี้ขาดอีกด้วยว่าจำเลยได้กระทำโดยประมาทหรือไม่ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย จึงมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ที่ ๒ เป็นบุตรของโจทก์ที่ ๑ซึ่งเกิดจากนายปราโมทย์ มนชน โจทก์ที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันประกอบกิจการเดินรถยนต์โดยสาร จำเลยที่ ๔ เป็นลูกจ้างขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไปในทางการที่จ้างจากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดสงขลาด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังแล่นล้ำเส้นกึ่งก ลางถนนเป็นเหตุให้ชนรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุที่นายปราโมทย์ ขับนายปราโมทย์ ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ รถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุเสียหายจนไม่สามารถซ่อมได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๕๕๕,๑๐๘.๗๕ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน ๕๑๙,๔๐๐ บาทนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และบังคับให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๔,๒๗๗.๕๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน ๘๗,๗๐๐ บาทนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ให้การว่า

จำเลยที่ ๑ มิใช่เจ้าของรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๔ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑แต่มิใช่ผู้ขับรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ ๒ไม่ใช่ผู้ปกครองและไม่ได้ร่วมกิจการเดินรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ผู้ครอบครองและไม่ได้ร่วมกิจการเดินรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๔ ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ค่าเสียหายของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุเสียหายไม่มากหากซ่อมให้อยู่ในสภาพดีค่าซ่อมไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๓ นำรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวออกขายโดยไม่สุจริต ไม่อาจสวมสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ได้ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ร่วมกันชำระเงินจำนวน๖๖,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๓,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันละเมิดวันที่ ๑๙พฤศจิกายน ๒๕๒๒ จนกว่าจะชำระเสร็จและให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน๘๗,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับตั้งแต่๑๖ พฤษภาคม ๕๒๕๒๓ จนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ร่วมกันชำระเงิน ๑๒๕,๘๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรา กฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเมื่อคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ ๔ เป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลยที่ ๔ พิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ ๔ ไม่ได้กระทำความผิดหรือไม่ได้ละเมิดศาลที่วินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งจะรับฟังข้อเท็จจริงตามโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ ๔ กระทำความผิดหรือทำละเมิดย่อมไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีอาญาศาลทหารกรุงเทพ (ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้นทำให้เกิดความสงสัยว่า

จำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย จึงพิพากษายกฟ้อง ดังนี้ ศาลที่พิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวไม่ได้ชี้ขาดว่าจำเลยที่ ๔ ในคดีนี้เป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ ถ้าหากฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๔ ในคดีนี้เป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุ ก็จะต้องชี้ขาดอีกด้วยว่าจำเลยที่ ๔ ในคดีนี้ได้กระทำโดยประมาทหรือไม่ เมื่อโจทก์ที่ ๑ที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้เสียหายฟ้องทางแพ่งเป็นคดีนี้เรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลยที่ ๔ โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ จึงมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๔ เป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้ในคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงและคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติว่า "คดีลักทรัพย์...ยักยอก...ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2567

ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำพิพากษาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด เอกสารท้ายคำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวว่า โจทก์ได้ฟ้อง ธ. เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในคว…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 710897)

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหมายความเพียงว่า ถ้ามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งศา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้